กอก

กอก

กอก

กอก เป็นไม้ผลเขตร้อนในวงศ์มะม่วง (Anacardiaceae) มีผลรสเปรี้ยวอมหวานและมีกลิ่นหอม นิยมรับประทานเป็นผลไม้สดและใช้ประกอบอาหาร ในประเทศไทยพบเรียกหลายชื่อ เช่น กอก, มะกอกหวาน, มะกอกฝรั่ง และกอกเขา โดยชื่อ “กอก” ในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยบางแหล่งหมายถึงมะกอกฝรั่ง หรือ Spondias dulcis Parkinson ซึ่งเป็นคนละชนิดกับมะกอกป่า Spondias pinnata (L.f.) Kurz ที่พบในป่าของประเทศไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กอก
  • ชื่ออื่น : มะกอกฝรั่ง, มะกอกหวาน, กอกเขา, มะกอกดง, มะกอกเทศ
  • ชื่อสามัญ : Jew’s plum, Jew plum, Golden apple, Otaheite apple, Ambarella, June plum
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Spondias dulcis Parkinson
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่เคยใช้ : Spondias cytherea Sonn.
  • วงศ์ : Anacardiaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้งไม้ผล อาหาร และพืชที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ข้อควรแยกชนิด : กอกหรือมะกอกฝรั่งในที่นี้คือ Spondias dulcis ไม่ควรสับสนกับมะกอกไทยหรือมะกอกป่า Spondias pinnata ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ สูงโดยทั่วไปประมาณ 7–20 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีเทาถึงน้ำตาลอมแดง ผิวค่อนข้างเรียบ เรือนยอดแผ่กว้างและโปร่ง
  • ใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อยหลายคู่ ใบย่อยรูปรีถึงรูปขอบขนาน ปลายแหลม แผ่นใบค่อนข้างหนาและเป็นมัน ใบอ่อนมักมีสีแดงหรือน้ำตาลแดงก่อนเปลี่ยนเป็นสีเขียว
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบ ดอกขนาดเล็ก สีขาวหรือขาวอมเขียว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกโดยทั่วไปมี 5 กลีบ
  • ผล : ผลสดมีเนื้อ รูปไข่หรือรูปรี ออกเป็นพวง ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองถึงเหลือง เนื้อกรอบ ฉ่ำน้ำ รสเปรี้ยวอมหวาน และมีกลิ่นหอม
  • เมล็ด : มีส่วนของเมล็ดหรือกะลาที่แข็งและมีเส้นใยหยาบหุ้มอยู่ภายในผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของหมู่เกาะเมลานีเซียและบริเวณตะวันออกของมาเลเซีย รวมถึงหมู่เกาะในแถบแปซิฟิก
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการนำไปปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะแปซิฟิก เอเชียใต้ แอฟริกา แคริบเบียน และอเมริกาเขตร้อน
  • ในประเทศไทย : มีการปลูกเป็นไม้ผลและพบในพื้นที่ปลูกหรือพื้นที่ธรรมชาติบางแห่ง เช่น มีข้อมูลการพบในจังหวัดชลบุรี

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ
  • ดิน : ควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การให้น้ำ : ระยะต้นกล้าควรมีน้ำเพียงพออย่างสม่ำเสมอ ส่วนต้นที่เจริญเต็มที่สามารถทนสภาพแห้งแล้งได้ในระดับหนึ่ง
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย แต่เมล็ดอาจงอกช้าและไม่สม่ำเสมอ งานทดลองหนึ่งพบการงอกประมาณ 77% หลังเพาะ 2.5 เดือน
  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่ง : สามารถใช้กิ่งปักชำหรือกิ่งขนาดเหมาะสมได้ แต่จากการทดลองพบว่าประสิทธิภาพการออกรากต่ำกว่าเมล็ดอย่างชัดเจน
  • การขยายพันธุ์เชิงเกษตร : การเพาะเมล็ดเหมาะสำหรับการผลิตต้นพันธุ์จำนวนมาก ขณะที่การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอาจใช้เมื่อมีต้นพันธุ์ที่ต้องการรักษาลักษณะเดิม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ผล : ใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อแก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ และใช้ในอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารบางประการ
  • เปลือกลำต้น : มีการใช้เป็นยาฝาดสมานและใช้กับอาการท้องเสียหรือปวดท้องตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้าน รวมถึงการใช้น้ำคั้นจากใบสำหรับอาการปวดหู
  • เมล็ด : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ยางจากต้น : มีการกล่าวถึงการใช้ประโยชน์พื้นบ้าน แต่ข้อมูลด้านการใช้เป็นยามาตรฐานยังมีจำกัด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ผล : รสเปรี้ยวอมหวาน ใช้แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ และใช้เป็นยาฝาดสมานตามภูมิปัญญาไทย
  • เนื้อผล : มีการใช้แก้ธาตุพิการเนื่องจากน้ำดีไม่ปกติและอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร รวมถึงใช้แก้บิดตามตำรายาพื้นบ้าน
  • ผล ใบ และเปลือกลำต้น : มีการใช้แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยให้ชุ่มคอ
  • เปลือกลำต้น : ใช้เป็นยาฝาดสมาน และมีการใช้กับอาการท้องเสีย ปวดท้อง บิด และอาเจียนตามภูมิปัญญา
  • ใบ : ใช้แก้ปวดท้อง และมีการใช้น้ำคั้นจากใบหยอดหูเพื่อบรรเทาอาการปวดหูในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • เมล็ด : มีรายงานการนำไปใช้พื้นบ้านเพื่อแก้ร้อนใน แก้สะอึก และอาการทางระบบหายใจบางอย่าง
  • หมายเหตุด้านหลักฐาน : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • รับประทานเป็นอาหาร : ผลสุกหรือผลแก่สามารถรับประทานสดได้ โดยอาจปอกเปลือกและรับประทานกับพริกเกลือ
  • ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร : ผลดิบหรือผลแก่สามารถนำไปปรุงอาหาร ยำ หรือใช้เพิ่มรสเปรี้ยว
  • ใช้เป็นเครื่องดื่ม : สามารถนำเนื้อผลมาคั้นเป็นน้ำผลไม้
  • การใช้เป็นสมุนไพร : การใช้เปลือก ใบ เมล็ด หรือส่วนอื่นเป็นยาเป็นการใช้ตามภูมิปัญญา ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่มีขนาดยามาตรฐานสำหรับการรักษาโรคในคนที่ชัดเจน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า กอก (Spondias dulcis Parkinson) เป็นตัวยาสำคัญหรือสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • จึงไม่ควรนำข้อมูลสรรพคุณพื้นบ้านของกอกไปเขียนในลักษณะว่าเป็น “ข้อบ่งใช้ตามบัญชียา” หากไม่มีการอ้างอิงจากประกาศหรือบัญชีฉบับปัจจุบันโดยตรง
  • กอกมีข้อมูลด้านอาหารและภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรมากกว่าข้อมูลในตำรับยามาตรฐานของประเทศไทย

สารสำคัญ

  • สารกลุ่มฟีนอลิก : พบกรดฟีนอลิกหลายชนิด โดยเฉพาะอนุพันธ์ของ gallic acid และ ellagic acid
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ : มีรายงานสารกลุ่ม flavonols, flavanones และ flavanonols
  • Rutin : มีการตรวจพบ rutin หรือ quercetin-3-O-rutinoside ในสารสกัดของ S. dulcis
  • Quercetin : ตรวจพบในสารสกัดจากเปลือกในการศึกษาบางงาน
  • Tannins : มีรายงานสารกลุ่มแทนนินและสารประกอบที่เกี่ยวข้อง
  • สารประกอบฟีนอลิกและแทนนิน : เป็นกลุ่มสารที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของพืช
  • งานวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วย UHPLC-HRMS รายงานสารหรืออนุพันธ์ทางเคมีจำนวนมากในใบและเปลือกของพืชสกุล Spondias โดยสารสำคัญที่พบเด่น ได้แก่ gallic acid, ellagic acid และอนุพันธ์ รวมถึง ellagitannins และสารฟลาโวนอยด์หลายชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : การศึกษาสารสกัดผลและใบพบฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระและความสามารถในการต้านออกซิเดชัน โดยสารสกัดจากผลให้ผลค่อนข้างเด่นในการทดสอบ DPPH
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากผลและใบมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิดในห้องปฏิบัติการ แต่ฤทธิ์ต่อเชื้อรามีจำกัดหรืออ่อนในงานวิจัยหนึ่ง
  • ฤทธิ์สลายลิ่มเลือด : สารสกัดผลและใบแสดงฤทธิ์ในแบบจำลองการทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถใช้รักษาภาวะลิ่มเลือดในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้ : งานวิจัยปี 2023–2024 รายงานว่าสารสกัด S. dulcis มีผลเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้และมีฤทธิ์ระบายในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ปกป้องสารพันธุกรรม : สารสกัดเปลือกด้วยเอทานอลแสดงผลลดความเสียหายของ DNA และตัวชี้วัดความเครียดออกซิเดชันในหนูทดลองที่ได้รับสารก่อความเสียหายบางชนิด
  • ข้อจำกัด : หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้

เภสัชวิทยา

  • ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากผลและใบมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ โดยสัมพันธ์กับปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • ต้านจุลชีพ : พบฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิดในการทดลอง
  • ผลต่อระบบทางเดินอาหาร : มีหลักฐานจากสัตว์ทดลองว่าสารสกัดมีผลต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้และอาจมีฤทธิ์ระบาย
  • ต้านการอักเสบ : มีการกล่าวถึงศักยภาพของ S. dulcis ในด้านต้านการอักเสบจากการทบทวนวรรณกรรม แต่หลักฐานเฉพาะชนิดและระดับการศึกษายังไม่เพียงพอสำหรับการใช้รักษาโรค
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ : งานศึกษาทางเคมีชีวภาพพบศักยภาพในการยับยั้งเอนไซม์บางชนิด เช่น acetylcholinesterase, butyrylcholinesterase, α-amylase และ α-glucosidase ซึ่งควรถือเป็นข้อมูลวิจัยเบื้องต้น
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับการสลายลิ่มเลือด : พบในแบบจำลองทดลอง แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ

ความปลอดภัย

  • ผลกอกที่ใช้เป็นอาหารโดยทั่วไปมีประวัติการบริโภคในหลายประเทศ และมีการใช้ทั้งผลและใบเป็นอาหาร
  • งานวิจัยหนึ่งในสัตว์ทดลองไม่พบผลข้างเคียงจากสารสกัด S. dulcis ที่ขนาดรับประทานสูงถึง 2,000 มก./กก. ในการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลในสัตว์ ไม่สามารถใช้กำหนดขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง
  • สารสกัดเปลือกเอทานอลที่ทดสอบในหนูที่ขนาด 500–1,500 มก./กก. ไม่พบฤทธิ์ก่อพิษต่อเซลล์ ก่อการกลายพันธุ์ หรือก่อความเสียหายทางพันธุกรรมในการทดลองดังกล่าว
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว : ยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอสำหรับการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือใช้เป็นยา จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดสูงโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • การรับประทานผลในรูปอาหารควรแตกต่างจากการรับประทานสารสกัดเข้มข้น เพราะความเข้มข้นและองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ สำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่างกอกกับยาที่ใช้ในมนุษย์
  • เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ฤทธิ์ต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้และฤทธิ์สลายลิ่มเลือดในงานทดลอง ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาที่มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • ข้อควรระวังดังกล่าวเป็นหลักการเชิงความปลอดภัยจากข้อมูลเภสัชวิทยาเบื้องต้น ไม่ใช่หลักฐานว่ากอกมีปฏิกิริยากับยาเหล่านี้โดยตรง

การใช้ในอาหาร

  • ผลสด : รับประทานเป็นผลไม้สด โดยเฉพาะผลแก่ที่ยังกรอบ
  • ผลดิบ : ใช้เพิ่มรสเปรี้ยวในอาหาร ยำ สลัด และอาหารพื้นเมือง
  • น้ำผลไม้ : นำเนื้อผลมาคั้นเป็นเครื่องดื่ม
  • แยมและผลิตภัณฑ์แปรรูป : ผลสุกสามารถนำไปทำแยม เยลลี และผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป
  • อาหารพื้นเมืองต่างประเทศ : มีการใช้ผลในอาหารประเภทสลัดผลไม้ เครื่องจิ้ม ของดอง ซอส และเครื่องดื่ม ส่วนใบอ่อนสามารถรับประทานสดหรือนำไปปรุงอาหารได้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : น้ำผลไม้ แยม เยลลี ผลไม้ดอง ซอส และผลิตภัณฑ์เพิ่มรสเปรี้ยว
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม : ใช้เนื้อผลเป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มผลไม้
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง : สารสกัดจากผล ใบ หรือเปลือกมีศักยภาพสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ควรมีการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์เป็นรายกรณี
  • ผลิตภัณฑ์วิจัย : มีการนำสารสกัดเปลือกไปใช้เป็นสารรีดิวซ์และสารช่วยคงสภาพในการสังเคราะห์อนุภาคทองคำระดับนาโนในงานวิจัย แต่ยังเป็นการประยุกต์ในระดับวิจัย ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ยาที่ได้รับการรับรอง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : สามารถเก็บผลในระยะผลแก่ที่ยังไม่สุกเต็มที่เพื่อการขนส่งและการจำหน่าย เนื่องจากผลยังมีเนื้อกรอบและทนต่อการจัดการได้ดีกว่าผลสุก
  • หลังการเก็บเกี่ยว : ควรคัดผลที่สมบูรณ์ ไม่มีรอยช้ำหรือรอยแมลง จากนั้นทำความสะอาดและบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม
  • การเก็บรักษา : คู่มือมาตรฐานสินค้าเกษตรในตลาดกลางของกรมการค้าภายในระบุแนวทางการเก็บรักษามะกอกที่อุณหภูมิประมาณ 10–15 องศาเซลเซียสหลังการเก็บเกี่ยว
  • สมุนไพรแห้ง : หากนำใบหรือเปลือกไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพสะอาด ป้องกันความชื้น แสง และเชื้อรา แล้วเก็บในภาชนะปิดสนิท

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในภูมิปัญญาไทยมีการใช้ผลกอกเพื่อแก้กระหายน้ำและทำให้ชุ่มคอ
  • ใบมีการใช้เป็นอาหารและมีการกล่าวถึงการใช้น้ำคั้นใบสำหรับอาการปวดหู
  • เปลือกลำต้นใช้เป็นยาฝาดสมานและเกี่ยวข้องกับการดูแลอาการท้องเสียตามตำรายาพื้นบ้าน
  • ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของ S. dulcis ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านหลายรูปแบบ แต่หลักฐานและวิธีใช้แตกต่างกันตามพื้นที่

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กอกหรือมะกอกฝรั่งเป็นพืชอาหารที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนในเขตร้อน โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิก
  • ผลมีบทบาททั้งในฐานะผลไม้และวัตถุดิบปรุงอาหาร เนื่องจากมีรสเปรี้ยวและกลิ่นหอมเฉพาะตัว
  • ในประเทศไทยมีการปลูกเพื่อบริโภคและจำหน่าย โดยมักรับประทานผลสดกับพริกเกลือหรือใช้ประกอบอาหาร
  • ในบางประเทศมีการนำผลไปทำเครื่องดื่ม แยม ผลไม้ดอง และอาหารพื้นเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพืชชนิดนี้ในวัฒนธรรมอาหารเขตร้อน

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะในระดับโลก : Spondias dulcis เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีการปลูกแพร่หลายในหลายประเทศ
  • สถานะในประเทศไทย : มีการนำมาปลูกเป็นไม้ผล และฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยระบุการพบ S. dulcis ในประเทศไทย
  • จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานว่ากอก (Spondias dulcis) เป็นพืชที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์หรือมีสถานะอนุรักษ์ระดับวิกฤต อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นเมืองและพันธุ์ปลูกยังมีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • กลุ่มพืชมีดอก (Angiosperms) : Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
  • กลุ่ม (Clade) : Rosids
  • อันดับ (Order) : Sapindales
  • วงศ์ (Family) : Anacardiaceae
  • สกุล (Genus) : Spondias
  • ชนิด (Species) : Spondias dulcis Parkinson
  • ชื่อพ้องสำคัญ (Synonyms) : Spondias cytherea Sonn., Chrysomelon pomiferum, Cytheraea dulcis, Evia acida, Evia dulcis, Poupartia dulcis และชื่อพ้องอื่น ๆ อีกหลายชื่อ

หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Spondias dulcis Parkinson เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัด Spondias cytherea Sonn. เป็นชื่อพ้อง ขณะที่เอกสารทางพฤกษศาสตร์บางแหล่งยังอาจใช้ชื่อ S. cytherea อยู่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการค้าภายใน. (2560). คู่มือมาตรฐานสินค้าเกษตรในตลาดกลาง. กระทรวงพาณิชย์.
  2. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, อุทยานพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). มะกอกฝรั่ง (Spondias dulcis Parkinson).
  3. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์: Spondias dulcis.
  4. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2564). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: Spondias dulcis. Thai Biodiversity Information Facility (TH-BIF).
  5. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กอก. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
  6. Castillo-Martínez, R., & Cálix-de-Dios, H. (2024). Spondias dulcis propagation by seeds and stem cuttings. Agro Productividad, 17(7), 3–12. https://doi.org/10.32854/agrop.v17i7.2643
  7. Fernandes, F. H. A., Soares, D. S., Bekbolatova, E., Boylan, F., & Salgado, H. R. N. (2024). Pharmacological, toxicological and phytochemical analysis of Spondias dulcis Parkinson. Natural Product Research, 38(6), 1049–1053. https://doi.org/10.1080/14786419.2023.2210254
  8. Mahmud, Z. A., Bachar, S. C., Qais, N., & Sarker, B. K. (2013). A comparative study of the antioxidant, antimicrobial, cytotoxic and thrombolytic potential of the fruits and leaves of Spondias dulcis. Asian Pacific Journal of Tropical Biomedicine, 3(9), 682–691. https://doi.org/10.1016/S2221-1691(13)60139-2
  9. Sameh, S., Al-Sayed, E., Labib, R. M., Singab, A. N. B., & Ayoub, N. A. (2018). Genus Spondias: A phytochemical and pharmacological review. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2018, 5382904. https://doi.org/10.1155/2018/5382904
  10. WFO. (2026). Spondias dulcis Parkinson. World Flora Online.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Spondias dulcis Parkinson. Plants of the World Online.
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Spondias cytherea Sonn. Plants of the World Online.
Scroll to top