กระแตไต่ไม้

กระแตไต่ไม้

กระแตไต่ไม้

กระแตไต่ไม้ เป็นเฟิร์นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในประเทศไทยและเขตร้อนของเอเชีย มีลักษณะเด่นคือเหง้าทอดเลื้อยเกาะอยู่ตามต้นไม้ โขดหิน หรือบางครั้งขึ้นบนพื้นผิวอื่น ๆ ใบมี 2 ลักษณะ ได้แก่ ใบประกบต้นที่ทำหน้าที่คล้ายตะกร้าสำหรับเก็บเศษอินทรียวัตถุ และใบสร้างสปอร์ที่มีแฉกลึกคล้ายใบประกอบ ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. อยู่ในวงศ์ Polypodiaceae และมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ฮำฮอก ใบหูช้าง สไบนาง กูดขาฮอก กระปรอกว่าว และหัวว่าว

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระแตไต่ไม้
  • ชื่อท้องถิ่น : ฮำฮอก, ใบหูช้าง, สไบนาง, กูดขาฮอก, กูดอ้อม, กูดไม้, กระปรอก, กระปรอกว่าว, หัวว่าว, หว่าว, สะโมง, กาบหูช้าง และกูดหางกระรอก โดยชื่ออาจแตกต่างกันตามภูมิภาค
  • ชื่อสามัญ : Oak-leaf fern, Basket fern
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Drynaria quercifolia (L.) J.Sm.
  • วงศ์ : Polypodiaceae
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : เฟิร์นอิงอาศัย (epiphytic fern) และสามารถพบขึ้นบนหินหรือพื้นผิวอื่นได้
  • ส่วนที่มีการใช้เป็นสมุนไพร : เหง้า หรือส่วนที่เรียกในตำรายาพื้นบ้านว่า “หัว” และใบ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้นและเหง้า : เป็นเฟิร์นที่มีเหง้าทอดเลื้อยค่อนข้างหนา มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มปกคลุมหนาแน่น เหง้าอาจยาวประมาณ 0.6–1 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5–4 เซนติเมตร
  • ใบไม่สร้างสปอร์ : เรียกว่าใบประกบต้นหรือใบกาบ มีลักษณะรูปไข่ ไม่มีก้านใบ ขอบใบเว้าเป็นพูตื้น ๆ ทำหน้าที่ห่อหุ้มเหง้าและช่วยกักเก็บเศษใบไม้และอินทรียวัตถุไว้เป็นแหล่งธาตุอาหาร
  • ใบสร้างสปอร์ : อยู่สูงกว่าใบประกบต้น มีลักษณะเป็นแฉกลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ คล้ายใบประกอบแบบขนนก ใบมีขนาดใหญ่และมีก้านใบ
  • กลุ่มอับสปอร์ : มีลักษณะกลมหรือรูปไข่ เรียงตัวบริเวณสองข้างของเส้นใบหลักของแต่ละพู และไม่มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์
  • ระบบสืบพันธุ์ : เป็นพืชไม่มีดอกและไม่มีเมล็ด สืบพันธุ์ด้วยสปอร์ ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปตามลม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กระแตไต่ไม้มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่จีนตอนใต้และเกาะไหหลำ ผ่านเอเชียเขตร้อน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงบางพื้นที่ของออสเตรเลีย โดยพบในประเทศไทย อินเดีย ศรีลังกา เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกินี และออสเตรเลีย

ในประเทศไทยพบได้หลายพื้นที่ โดยมักขึ้นตามต้นไม้ โขดหิน ป่าดิบ ป่าชื้น และพื้นที่ที่มีแสงรำไร โดยเฉพาะบริเวณที่มีความชื้นเหมาะสมและระดับความสูงไม่มาก

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงรำไรหรือกึ่งร่ม มีความชื้นพอเหมาะ และมีอากาศถ่ายเท
  • วัสดุปลูก : สามารถปลูกเป็นเฟิร์นอิงอาศัยบนต้นไม้หรือวัสดุสำหรับเกาะ เช่น แผ่นไม้ รวมถึงปลูกในภาชนะหรือบริเวณที่มีวัสดุโปร่งระบายน้ำได้ดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ : เก็บสปอร์จากใบสร้างสปอร์ที่แก่สมบูรณ์แล้วนำไปเพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและเหมาะสม
  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า : สามารถแบ่งเหง้าเป็นส่วน ๆ แล้วนำไปปลูกใหม่ โดยส่วนที่มีตาหรือยอดเจริญจะตั้งตัวได้ดี
  • การขยายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการสร้างต้นอ่อนจากสปอร์และแคลลัส ซึ่งมีศักยภาพสำหรับการเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ในปริมาณมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า หรือส่วนหัว : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในการใช้เป็นยาสมุนไพรพื้นบ้าน
  • ใบ : มีการใช้ภายนอก โดยเฉพาะการนำใบมาตำหรือบดเพื่อพอกบริเวณที่มีอาการบวมและแผลบางชนิด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เหง้า/ส่วนหัว : ตามข้อมูลภูมิปัญญาไทยใช้ปรุงเป็นยาต้มรับประทานเพื่อ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะผิดปกติหรือปัสสาวะกระปริบกระปรอย ขับระดูขาว แก้เบาหวาน แก้ไตพิการ คุมธาตุ และใช้เป็นยาเบื่อพยาธิ
  • ใบ : ใช้ตำหรือบดสำหรับ พอกแผล แผลเรื้อรัง และแผลพุพอง
  • ภูมิปัญญาในประเทศอื่น : มีรายงานการใช้เหง้าและใบในอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และพื้นที่อื่นของเอเชียสำหรับอาการอักเสบ ปวดข้อ ปวดเมื่อย ไข้ ไอ ปัญหาทางเดินอาหาร แผล และอาการบวม โดยรูปแบบการใช้แตกต่างกันตามระบบการแพทย์พื้นบ้านของแต่ละพื้นที่

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและงานวิจัยระยะก่อนคลินิก ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคในมนุษย์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาไทย : ส่วนหัวหรือเหง้านำมาปรุงเป็นยาต้มรับประทาน โดยมีการระบุการใช้เพื่อขับปัสสาวะ แก้นิ่ว และอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะบางประการ
  • การใช้ภายนอก : ใบนำมาตำหรือบดแล้วใช้พอกบริเวณแผลหรือบริเวณที่มีอาการบวมตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ข้อควรระวังในการใช้ : ไม่ควรนำข้อมูลวิธีใช้พื้นบ้านไปกำหนดขนาดยาด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีขนาดมาตรฐานสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์กระแตไต่ไม้ในมนุษย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกอย่างเพียงพอ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลสมุนไพรและข้อมูลบัญชียาที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากระแตไต่ไม้ (Drynaria quercifolia) เป็นตัวยาเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้และขนาดมาตรฐานอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทยในปัจจุบัน จึงไม่ควรระบุว่าเป็น “สมุนไพรในบัญชียาจากสมุนไพร” โดยไม่มีการตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม กระแตไต่ไม้มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยและตำรับภูมิปัญญาไทยหลายแหล่ง และมีการกล่าวถึงการใช้เหง้าเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพื้นบ้านบางประเภท

สารสำคัญ

มีรายงานการตรวจพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มในกระแตไต่ไม้ โดยเฉพาะในเหง้าและใบ ได้แก่

  • Flavonoids และสารประกอบฟีนอลิก
  • Naringin
  • Catechin
  • Coumarins
  • Tannins
  • Saponins
  • Steroids
  • Triterpenes
  • Phytosterols
  • β-sitosterol
  • β-sitosterol-3β-D-glucoside
  • Friedelin
  • Epifriedelinol
  • β-amyrin

การศึกษาเหง้าพบการแยกสาร friedelin, epifriedelinol, β-amyrin, β-sitosterol, β-sitosterol-3β-D-glucoside และ naringin ออกมาได้ ขณะที่การศึกษาใบและใบสร้างสปอร์พบกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ catechin coumarins saponins tannins และ terpenoids เช่นกัน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของกระแตไต่ไม้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงควรใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนทางเภสัชวิทยาเบื้องต้น ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในคน

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดปวด : สารสกัดเอทานอลจากเหง้าสามารถลดการบวมและพฤติกรรมแสดงความเจ็บปวดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง โดยผลบางการทดลองอยู่ในระดับใกล้เคียงกับยามาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบ
  • ฤทธิ์ลดบวมและลดปวดจากใบสร้างสปอร์ : การศึกษาในสัตว์ทดลองพบฤทธิ์ลดอาการบวมและลดปวด และไม่พบการตายของหนูที่ได้รับสารสกัดทางปากถึง 5,000 มก./กก. ในการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดเมทานอลจากเหง้ามีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียหลายชนิด และมีการแยกสารกลุ่ม triterpenoid และ flavonoid ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเบาหวาน : งานวิจัยปี 2026 รายงานว่าสารสกัดเหง้าบางชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตในระดับหลอดทดลอง รวมทั้งพบศักยภาพด้านต้านการอักเสบและข้ออักเสบจากการศึกษาแบบ in vitro และ in silico
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ : งานวิจัยปี 2025 ใช้ network pharmacology, molecular docking และการตรวจสอบการแสดงออกของยีน พบเป้าหมายทางชีวโมเลกุลหลายตำแหน่งที่อาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ลดการอักเสบและ rheumatoid arthritis แต่ยังจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกเพื่อยืนยันผลในมนุษย์
  • ฤทธิ์ปกป้องตับและไตในแบบจำลองสัตว์ : สารสกัดอะซีโตนจากกระแตไต่ไม้ช่วยลดตัวบ่งชี้ความเสียหายของตับและไตจากการได้รับพาราเซตามอลในหนูทดลอง และสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของระบบ Nrf2 และเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ : งานวิจัยในหนูเพศเมียพบว่าสารสกัดจากเหง้ามีฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูกและมีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อน จึงเป็นข้อมูลสำคัญด้านความปลอดภัยและไม่ควรนำกระแตไต่ไม้มาใช้ระหว่างตั้งครรภ์โดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

เภสัชวิทยา

จากหลักฐานที่มีอยู่ กระแตไต่ไม้มีแนวโน้มออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ต้านการอักเสบ : ลดการบวมและกระบวนการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ลดปวด : มีผลต่อแบบจำลองความเจ็บปวดทั้งชนิดเฉียบพลันและการอักเสบ
  • ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากเหง้ามีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิด
  • ต้านอนุมูลอิสระ : เกี่ยวข้องกับสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • ต้านเบาหวานในระดับก่อนคลินิก : สารสกัดบางชนิดสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในหลอดทดลอง
  • ต้านข้ออักเสบ : มีข้อมูลจากสัตว์ทดลองและการวิเคราะห์เชิงคอมพิวเตอร์สนับสนุนศักยภาพดังกล่าว
  • ปกป้องตับ : มีข้อมูลในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับการลดความเสียหายจากพาราเซตามอล
  • สมานแผลและลดบวม : มีรายงานจากการใช้แบบพื้นบ้านและการศึกษาก่อนคลินิก

อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้ยังไม่ควรนำไปเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยาที่ผ่านการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด

  • การทดลองสารสกัดเมทานอลจากเหง้าในสัตว์ทดลองไม่พบการตายที่ขนาด 2,000 มก./กก. ในการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน และไม่พบความผิดปกติเด่นชัดจากการให้ 1,000 มก./กก. ต่อวันเป็นเวลา 28 วันในหนูทดลอง
  • การศึกษาผงเหง้าในหนูทดลองไม่พบความผิดปกติหรือการตายที่ขนาดสูงสุด 1.6 กรัมต่อ 200 กรัมของน้ำหนักตัวในการศึกษาระยะสั้น
  • อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานในมนุษย์ได้โดยตรง
  • หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองในสัตว์พบฤทธิ์ต่อมดลูกและการฝังตัวของตัวอ่อน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดหรือระบบทางเดินปัสสาวะ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่างกระแตไต่ไม้กับยาชนิดใดโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีข้อมูลก่อนคลินิกเกี่ยวกับ ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และการใช้ตามภูมิปัญญาในลักษณะ ขับปัสสาวะ จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อนำไปใช้ร่วมกับยาลดน้ำตาลหรือยาที่มีผลต่อสมดุลน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ใช้ยาหลายชนิด ทั้งนี้เป็นข้อควรระวังเชิงทฤษฎี ไม่ใช่ปฏิกิริยาระหว่างยาที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์บางแหล่งรายงานว่า เหง้าของกระแตไต่ไม้สามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้ในบางพื้นที่ แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่การใช้เป็นอาหารที่แพร่หลายในประเทศไทย และฐานข้อมูลด้านพืชสมุนไพรบางแหล่งไม่ได้ระบุการใช้เป็นอาหาร

ดังนั้น สำหรับประเทศไทยควรจัดกระแตไต่ไม้เป็น พืชสมุนไพรและไม้ประดับเป็นหลัก มากกว่าพืชผักหรืออาหารทั่วไป และไม่ควรนำส่วนต่าง ๆ มารับประทานโดยอาศัยข้อมูลจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ใช้เป็น วัตถุดิบสมุนไพร โดยเฉพาะเหง้าแห้งสำหรับการศึกษาหรือการใช้ตามตำรับพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นวัตถุดิบในการศึกษาพัฒนา สารสกัดสมุนไพร ที่มีศักยภาพด้านต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และด้านเมแทบอลิซึมของน้ำตาล
  • ใช้เป็น ไม้ประดับประเภทเฟิร์น สำหรับปลูกเกาะบนต้นไม้ แขวนกระถาง หรือจัดสวนแนวธรรมชาติ

ยังไม่ควรกล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์กระแตไต่ไม้สามารถรักษาโรคใดโรคหนึ่งได้ หากไม่มีข้อมูลการทดลองทางคลินิกและการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เหง้า : หากเก็บเพื่อใช้เป็นสมุนไพร ควรเลือกส่วนที่สมบูรณ์ แข็งแรง และไม่มีเชื้อราหรือการเข้าทำลายของแมลง
  • การเตรียมวัตถุดิบ : ทำความสะอาด ตัดแต่ง และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บรักษา เพื่อลดความชื้นและการปนเปื้อน
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • การเก็บจากธรรมชาติ : เนื่องจากเป็นเฟิร์นอิงอาศัย ควรหลีกเลี่ยงการเก็บเหง้าจากธรรมชาติจำนวนมาก และควรส่งเสริมการขยายพันธุ์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบแทนการเก็บจากแหล่งธรรมชาติโดยตรง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระแตไต่ไม้มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ฮำฮอกในอุบลราชธานี ใบหูช้างและสไบนางในกาญจนบุรี กระปรอกในจันทบุรี กระปรอกว่าวในประจวบคีรีขันธ์และปราจีนบุรี สะโมงในกลุ่มภาษาส่วยที่สุรินทร์ และหัวว่าวในประจวบคีรีขันธ์ ความหลากหลายของชื่อสะท้อนการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชนหลายภูมิภาคของไทย

ในภูมิปัญญาไทย เหง้าถูกนำมาต้มรับประทานเพื่อขับปัสสาวะและใช้กับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ รวมถึงมีการกล่าวถึงการใช้ในกลุ่มอาการเบาหวานและไต ส่วนใบใช้ตำพอกแผลและแผลพุพอง

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “กระแตไต่ไม้” สันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับลักษณะการเจริญของเหง้าที่ทอดเลื้อยไปตามต้นไม้คล้ายการเคลื่อนที่ของกระแต ส่วนลักษณะใบที่ประกบเหง้าและเก็บสะสมเศษอินทรียวัตถุทำให้พืชมีรูปลักษณ์คล้ายกระเช้าหรือรัง จึงมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Basket fern ขณะที่คำว่า quercifolia หมายถึง “ใบคล้ายใบโอ๊ก”

นอกจากการใช้เป็นสมุนไพรแล้ว กระแตไต่ไม้ยังมีคุณค่าด้านไม้ประดับ เนื่องจากรูปทรงของกอและใบที่มีเอกลักษณ์ จึงเหมาะสำหรับสวนป่าร้อนชื้นและการปลูกแบบเกาะบนต้นไม้

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลจาก India Flora Online ระบุสถานะการอนุรักษ์ของ Drynaria quercifolia ว่า Not Evaluated (NE) ในฐานข้อมูลดังกล่าว

ขณะที่ข้อมูล Plants of the World Online ยืนยันว่าชนิดนี้เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันและมีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนของเอเชียและออสเตรเลีย

ดังนั้น ยังไม่ควรระบุว่ากระแตไต่ไม้เป็นพืช “ใกล้สูญพันธุ์” หรือ “เสี่ยงสูญพันธุ์” หากไม่มีข้อมูลการประเมินระดับสากลหรือระดับประเทศไทยที่รองรับ แต่การเก็บเหง้าจากธรรมชาติจำนวนมากเพื่อใช้เป็นยาควรทำอย่างระมัดระวังและส่งเสริมการเพาะขยายพันธุ์ทดแทน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Polypodiinae
  • Order : Polypodiales
  • Family : Polypodiaceae
  • Genus : Drynaria (Bory) J.Sm.
  • Species : Drynaria quercifolia (L.) J.Sm.

ชื่อ Aglaomorpha quercifolia (L.) Hovenkamp & S.Linds. เคยถูกใช้ในงานอนุกรมวิธานบางส่วน แต่ Plants of the World Online จัดชื่อดังกล่าวเป็น synonym ของ Drynaria quercifolia (L.) J.Sm.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กระแตไต่ไม้: Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. สารานุกรมพืช.
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระแตไต่ไม้ Drynaria quercifolia.
  3. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด: กระแตไต่ไม้.
  4. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระแตไต่ไม้.
  5. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและหน่วยงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ. (ม.ป.ป.). Drynaria quercifolia (L.) J.Sm.
  6. Anuja, G. I., Latha, P. G., Suja, S. R., Shyamal, S., Shine, V. J., Sini, S., Pradeep, S., Shikha, P., & Rajasekharan, S. (2010). Anti-inflammatory and analgesic properties of Drynaria quercifolia (L.) J. Smith. Journal of Ethnopharmacology, 132(2), 456–460. DOI: 10.1016/j.jep.2010.08.038.
  7. Das, B., et al. (2014). Antifertility efficacy of Drynaria quercifolia (L.) J. Smith on female Wister albino rats. Journal of Ethnopharmacology. DOI: 10.1016/j.jep.2014.02.047.
  8. Hegde, S., Menon, V. K., Noronha, R., & D’Souza, L. (2006). Callus culture and an unconventional pattern of sporophyte regeneration in Drynaria quercifolia—A medicinal fern. Plant Cell, Tissue and Organ Culture.
  9. Khan, A., Haque, E., Rahman, M. M., Mosaddik, A., Rahman, M., & Sultana, N. (2007). Isolation of antibacterial constituent from rhizome of Drynaria quercifolia and its sub-acute toxicological studies. DARU Journal of Pharmaceutical Sciences, 15(4), 205–211.
  10. Patel, C. N., et al. (2025). Unveiling the mechanism of amelioration of adjuvant-induced rheumatoid arthritis by Drynaria quercifolia rhizome extract using network pharmacology and gene expression-based studies. Scientific Reports, 15, 11981.
  11. Padhy, R., Patro, S. K., Jena, M., & Dash, S. K. (2017). Toxicity evaluation of methanolic rhizome extracts obtained from Drynaria quercifolia (Linn.) J. Smith in experimental animals. Haya: The Saudi Journal of Life Sciences, 2(7), 255–258. DOI: 10.21276/haya.2017.2.7.4.
  12. Ramesh, N., Viswanathan, M. B., Saraswathy, A., Balakrishna, K., Brindha, P., & Lakshmanaperumalsamy, P. (2001). Phytochemical and antimicrobial studies on Drynaria quercifolia. Fitoterapia, 72, 934–936. DOI: 10.1016/S0367-326X(01)00342-2.
  13. Vigneshwaran, L. V., et al. (2026). Medicinal importance and phytochemical constituents of Drynaria quercifolia: An analytical review. International Journal of Research in Pharmacology & Pharmacotherapeutics, 15(1), 283–300. DOI: 10.61096/ijrpp.v15.iss1.2026.283-300.
  14. World Flora Online. (2025). Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. World Flora Online.
  15. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. Plants of the World Online.

 

Scroll to top