กระถิน
กระถินเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์ถั่วที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่แห้งแล้งและพื้นที่ถูกรบกวน นิยมใช้ยอดอ่อน ฝักอ่อน และเมล็ดอ่อนเป็นผักพื้นบ้าน และมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เช่น เปลือก ฝัก เมล็ด และราก อย่างไรก็ตาม กระถินมีสาร mimosine ซึ่งเป็นสารต้านโภชนาการและอาจก่อพิษได้เมื่อได้รับในปริมาณสูง จึงควรแยกการใช้เป็นอาหารออกจากการใช้เป็นยา และไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือรับประทานในปริมาณมากโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กระถิน
- ชื่อท้องถิ่น : กระถินไทย, กระถินบ้าน, กะเส็ดโคก, กะเส็ดบก, ตอเบา, ผักก้านถิน, ผักหนองบก, สะตอเทศ, สะตอเบา
- ชื่อสามัญ : Leucaena, Lead tree, White popinac, Wild tamarind
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสารเก่า : Leucaena glauca Benth., Acacia leucocephala (Lam.) F.Dietr. เป็นต้น โดย Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit เป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
- วงศ์ : Fabaceae
- การใช้ประโยชน์ : เป็นทั้งพืชอาหาร พืชอาหารสัตว์ ไม้ใช้สอย แหล่งเชื้อเพลิง และพืชสมุนไพร
- ข้อสังเกต : กระถินที่พบในประเทศไทยมีทั้งรูปแบบที่ใช้เป็นผักพื้นบ้านและสายพันธุ์/พันธุ์ปลูกที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ “กระถินยักษ์” ซึ่งมีศักยภาพในการแพร่กระจายและรุกรานระบบนิเวศ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ โดยทั่วไปกระถินบ้านอาจสูงประมาณ 3–10 เมตร ลำต้นและกิ่งมีสีเทาถึงน้ำตาลอ่อน เรือนยอดค่อนข้างโปร่งและแตกกิ่งเป็นจำนวนมาก
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบประกอบยาวประมาณ 12.5–25 เซนติเมตร มีแขนงใบหลายคู่ และมีใบย่อยขนาดเล็กเรียงตรงข้ามกัน ใบย่อยมีรูปร่างเป็นรูปขอบขนานหรือรูปแถบ ปลายแหลม
- ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกแน่นรูปทรงกลมตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีสีขาวหรือขาวนวล ช่อดอกมีขนาดประมาณ 1–2.5 เซนติเมตร
- ผล : เป็นฝักแบนยาว รูปแถบ ฝักอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเมล็ดเรียงอยู่ภายในประมาณ 15–30 เมล็ดต่อฝักในบางรูปแบบ
- เมล็ด : มีลักษณะแบนรี ผิวค่อนข้างมันและมีสีน้ำตาลเมื่อแก่ เปลือกเมล็ดค่อนข้างแข็งและน้ำซึมผ่านได้ยาก จึงมักมีการเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณเม็กซิโกและอเมริกากลาง โดยเฉพาะพื้นที่เขตร้อนและกึ่งแห้งแล้ง
- การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย แอฟริกา อเมริกา และหมู่เกาะต่าง ๆ เนื่องจากมีการนำไปปลูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ไม้ใช้สอย และพืชปรับปรุงพื้นที่
- ประเทศไทย : เป็นพืชที่นำเข้ามาปลูกและสามารถขึ้นได้ดีในพื้นที่แห้งแล้ง พื้นที่เปิดโล่ง และพื้นที่ถูกรบกวน โดยเฉพาะบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์หลัก : ใช้เมล็ดเป็นวิธีหลัก เนื่องจากเมล็ดมีเปลือกแข็งและมีภาวะพักตัว จึงควรทำให้เปลือกเมล็ดมีช่องให้น้ำผ่านก่อนเพาะ
- การเตรียมเมล็ด : สามารถแช่เมล็ดในน้ำอุ่นหรือแช่น้ำประมาณ 1 คืนก่อนเพาะ โดยข้อมูลของฐานข้อมูลพันธุ์พืชไทยระบุว่าการแช่น้ำอุ่นช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอในการงอก
- ดิน : เจริญได้ดีในดินระบายน้ำดี ไม่ชอบพื้นที่น้ำขัง ดินที่เหมาะสมมีค่า pH มากกว่า 5.5 และสามารถทนสภาพดินด่างได้พอสมควร
- น้ำ : ทนแล้งได้ดีและเหมาะกับพื้นที่ที่มีฤดูแล้ง แต่ไม่ทนต่อการขังน้ำหรือพื้นที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน
- การขยายพันธุ์อื่น : สามารถขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำและตอได้ในบางระบบการผลิต แต่การเพาะเมล็ดเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ฝัก
- เมล็ด
- เปลือก
- ราก
ตามข้อมูลสมุนไพรไทย มีการใช้ส่วนดังกล่าวในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยแต่ละส่วนมีการใช้แตกต่างกัน
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ฝัก : ใช้เป็นยาฝาดสมานและมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อช่วยห้ามเลือดและสมานแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เมล็ด : ตามตำราสมุนไพรพื้นบ้านมีการใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
- เปลือก : มีรสฝาด ใช้เป็นยาฝาดสมาน และมีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยแก้อาการท้องร่วงและสมานแผล
- ราก : ตามตำราแพทย์แผนไทยมีการใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยขับลม และขับระดูขาว
- ยอดและฝักอ่อน : ใช้เป็นอาหารและผักพื้นบ้าน โดยมีคุณค่าทางโภชนาการจากวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด
- หมายเหตุด้านหลักฐาน : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิกสำหรับรักษาโรคในมนุษย์
วิธีใช้
- การใช้เป็นอาหาร : นิยมรับประทานยอดอ่อน ฝักอ่อน และเมล็ดอ่อนเป็นผักสดหรือประกอบอาหาร เช่น รับประทานกับน้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู ส้มตำ ขนมจีน และอาหารพื้นบ้านภาคใต้
- การใช้ตามภูมิปัญญา : มีการนำฝัก เปลือก ราก และเมล็ดไปใช้ในตำรับพื้นบ้าน โดยวิธีเตรียมอาจแตกต่างกันตามตำราและท้องถิ่น
- ข้อควรระวัง : ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานของกระถินในรูปแบบสารสกัดหรือยาสมุนไพรจากข้อมูลการใช้เป็นอาหาร เนื่องจากปริมาณสารสำคัญและความเสี่ยงแตกต่างกัน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- จากการตรวจสอบข้อมูลรายการ บัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ไม่พบว่ากระถิน (Leucaena leucocephala) เป็นสมุนไพรเดี่ยวที่มีรายการยาในบัญชียาจากสมุนไพรที่ใช้เป็นข้อบ่งใช้มาตรฐาน
- ดังนั้นควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “กระถินที่มีการใช้ตามภูมิปัญญา” กับ “ยาจากสมุนไพรที่ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ” ซึ่งเป็นคนละระดับของหลักฐานและการรับรอง
สารสำคัญ
- Mimosine : เป็นกรดอะมิโนที่ไม่ใช่โปรตีนและเป็นสารต้านโภชนาการที่สำคัญของกระถิน พบได้ในใบอ่อน เมล็ด และส่วนอื่น ๆ ของพืชในปริมาณแตกต่างกัน สารนี้เป็นสาเหตุสำคัญของข้อจำกัดด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณสูงหรือใช้เป็นอาหารสัตว์ต่อเนื่อง
- Flavonoids : มีรายงานพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น quercetin และอนุพันธ์ของ quercetin รวมทั้ง myricetin ในใบ
- Phenolic compounds : พบสารประกอบฟีนอลิกหลายชนิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่พบในการทดลอง
- Tannins : พบสารแทนนินและ condensed tannins ซึ่งมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพ
- กรดฟีนอลิกและสารพฤกษเคมีอื่น ๆ : มีรายงานพบ gallic acid, caffeic acid และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ ในสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของต้น
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยด้านพฤกษเคมีพบว่าสารสกัดจากราก ใบ ฝัก เมล็ด และส่วนอื่น ๆ ของกระถินมีสารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2022 รายงานว่าสารสกัดเมทานอลจากส่วนต่าง ๆ ของกระถินมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพในระดับ in vitro โดยสารสกัดจากรากแสดงกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูงในการทดสอบดังกล่าว
- การศึกษา condensed tannins จากกระถินพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพในหลอดทดลอง และพบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดในการทดลองระดับเซลล์ แต่ยังไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
- งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2026 รายงานศักยภาพของสารสกัดกระถินด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ และการปกป้องผิวจากรังสี UV ในการทดลอง แต่ยังเป็นหลักฐานระดับสารสกัดและห้องปฏิบัติการเป็นหลัก
- สรุปหลักฐาน : กระถินมีศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากระถินสามารถใช้รักษาโรคใดโรคหนึ่งในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิผล
เภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของกระถินแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานว่าสารสกัดจากใบและส่วนอื่น ๆ สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบจากสารสกัดในงานวิจัยก่อนคลินิกบางส่วน แต่ยังต้องการการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
- ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด : เอกสารภูมิปัญญาสมุนไพรของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวถึงรายงานการทดลองว่าสารสกัดจากใบกระถินมีผลลดความดันโลหิตและทำให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงในสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวมาใช้แทนการรักษาความดันโลหิตสูงในมนุษย์
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีผลการทดลองระดับเซลล์บางชนิด แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะใช้กระถินเป็นยารักษามะเร็ง
ความปลอดภัย
- สาร mimosine เป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัย : พบในใบและเมล็ดของกระถิน และเป็นสารต้านโภชนาการที่มีความเป็นพิษ โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานาน
- การได้รับ mimosine ในสัตว์เคี้ยวเอื้องในปริมาณสูงสามารถทำให้เกิดพิษและความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ได้ จึงมีการพัฒนาวิธีลดปริมาณสารดังกล่าวก่อนนำกระถินไปใช้เป็นอาหารสัตว์
- สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลจัดกระถินไว้ในฐานข้อมูลพืชที่มีข้อมูลด้านพิษวิทยา และระบุประเด็นสารพิษในใบ จึงควรระมัดระวังการใช้ในปริมาณสูงหรือการใช้เป็นสมุนไพรเข้มข้น
- ไม่ควรใช้กระถินในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดโดยไม่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- การรับประทานเป็นผักในปริมาณอาหารตามปกติแตกต่างจากการรับประทานสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูง
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการระบุปฏิกิริยาระหว่างกระถินกับยาแผนปัจจุบันอย่างชัดเจน
- เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองในสัตว์ว่าสารสกัดจากใบอาจมีผลต่อความดันโลหิต จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากรับประทานร่วมกับ ยาลดความดันโลหิต แม้ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยันการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวในมนุษย์
- ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาสำหรับโรคเรื้อรัง ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระถินในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
- ยอดอ่อน : รับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริก
- ฝักอ่อนและเมล็ดอ่อน : รับประทานร่วมกับส้มตำ ขนมจีน น้ำยา และอาหารพื้นบ้าน
- อาหารภาคใต้ : นิยมจัดกระถินเป็นผักเหนาะรับประทานร่วมกับอาหารรสจัด
- คุณค่าทางอาหาร : กระถินมีวิตามินเอสูง และมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินซี
- การลด mimosine : งานวิจัยพบว่าการต้มช่วยลด mimosine ในใบอ่อน ฝัก และเมล็ด ขณะที่การแช่น้ำ 24 ชั่วโมงสามารถกำจัด mimosine จากใบอ่อน ฝัก และเมล็ดที่ผ่าซีกได้ในระดับสูงถึงประมาณ 97% ในเงื่อนไขการทดลอง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- อาหารสัตว์ : ใบและกิ่งกระถินใช้เป็นแหล่งอาหารสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เคี้ยวเอื้อง แต่ต้องควบคุมปริมาณและคำนึงถึง mimosine
- ไม้ใช้สอยและเชื้อเพลิง : เนื้อไม้สามารถใช้เป็นฟืนและไม้ใช้สอยขนาดเล็กได้
- ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด : มีการวิจัยสารสกัดเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านจุลชีพ รวมถึงการศึกษาการใช้ในผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องสำอางและวัสดุชีวภาพ แต่ยังควรพิจารณาความปลอดภัยและมาตรฐานของสารสกัดเป็นรายผลิตภัณฑ์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ยอดอ่อนและฝักอ่อน : ควรเก็บในระยะอ่อนที่เหมาะกับการบริโภค และนำมาล้างทำความสะอาดก่อนรับประทาน
- เมล็ด : ควรเก็บเมื่อฝักแก่และเมล็ดพัฒนาเต็มที่ แล้วทำให้แห้งก่อนเก็บรักษา
- เมล็ดสำหรับเพาะพันธุ์ : เมล็ดที่ผ่านการเตรียมให้เปลือกแตกหรือมีการขูดเปลือกสามารถงอกได้เร็วขึ้น โดยเมล็ดที่ไม่ได้เตรียมอาจมีระยะเวลางอกนานกว่า
- การเก็บรักษาเมล็ด : ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท แห้ง และป้องกันความชื้น เพื่อรักษาความมีชีวิตของเมล็ด
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กระถินเป็นผักพื้นบ้านที่มีบทบาทในอาหารไทยหลายภูมิภาค โดยเฉพาะการรับประทานยอดอ่อน ฝักอ่อน และเมล็ดอ่อน
- ภาคกลาง : นิยมรับประทานยอดกระถินกับน้ำพริกและอาหารพื้นบ้าน
- ภาคใต้ : ใช้เป็นผักเหนาะร่วมกับอาหารรสจัดและน้ำพริก
- ภูมิปัญญาด้านยา : มีการใช้ฝัก เปลือก ราก และเมล็ดตามตำรับพื้นบ้านในฐานะยาฝาดสมาน ยาขับลม และยาที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่ายและสตรี
- การสำรวจชาติพันธุ์วรรณนาพืชสมุนไพรในกลุ่มชาวม้งของประเทศไทยยังพบการใช้ Leucaena leucocephala ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ สะท้อนว่ากระถินมีการใช้ในระบบการแพทย์พื้นบ้านมากกว่าหนึ่งบริบท
ประวัติและวัฒนธรรม
- กระถินมีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและอเมริกากลาง ก่อนแพร่กระจายไปยังเขตร้อนทั่วโลก
- ข้อมูลจากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริระบุว่ากระถินถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย และต่อมาได้กลายเป็นพืชอาหารที่พบในวิถีชีวิตของคนไทย
- ปัจจุบันกระถินมีความสำคัญทั้งในฐานะ ผักพื้นบ้าน สมุนไพร พืชอาหารสัตว์ และไม้ใช้สอย จึงเป็นพืชที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากพืชในชีวิตประจำวันของชุมชนไทย
สถานะการอนุรักษ์
- กระถิน Leucaena leucocephala ไม่ได้มีสถานะเป็นพืชหายากในประเทศไทย แต่ตรงกันข้ามสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วในพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่ถูกรบกวน
- ประเด็นสำคัญด้านการอนุรักษ์ : กระถินและกระถินยักษ์มีศักยภาพเป็นพืชต่างถิ่นรุกราน สามารถสร้างประชากรหนาแน่นและแข่งขันกับพืชพื้นเมืองได้ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่เปิด
- จึงควรหลีกเลี่ยงการนำไปปลูกหรือแพร่กระจายในพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความอ่อนไหวต่อชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- สกุล (Genus) : Leucaena
- ชนิด (Species) : Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit
- ชนิดย่อยที่ได้รับการยอมรับ : Leucaena leucocephala subsp. leucocephala, subsp. glabrata และ subsp. ixtahuacana
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). สมุนไพรพื้นบ้านลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดตามภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: Leucaena leucocephala.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระถินไทย: Leucaena leucocephala.
- สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). กระถิน. ฐานข้อมูลพืชพิษ.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). คู่มือมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดพืชต่างถิ่นรุกราน.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระถิน.
- สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพฤกษศาสตร์และการกระจายพันธุ์ของกระถินไทย. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- Kew Science. (2026). Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit. Plants of the World Online, Royal Botanic Gardens, Kew.
- Soedarjo, M., & Borthakur, D. (1996). Simple procedures to remove mimosine from young leaves, pods and seeds of Leucaena leucocephala used as food. International Journal of Food Science & Technology, 31(1), 97–103.
- de Oliveira, et al. (2022/2024). Phytochemicals derived from Leucaena leucocephala biomass and their antimicrobial and antioxidant activities: HPLC analysis of extracts. Biomass Conversion and Biorefinery, 14, 14593–14609.
- Meena, et al. (2016). Antioxidant, antimicrobial and cytotoxic potential of condensed tannins from Leucaena leucocephala hybrid-Rendang. Journal of Food and Drug Analysis.
- Sáenz, et al. (2021). A multipurpose leguminous plant for the Mediterranean countries: Leucaena leucocephala as an alternative protein source—A review. Animals, 11.
- USDA Forest Service. (1992). Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit. U.S. Department of Agriculture, Forest Service.
- Tropical Forages. (2020). Leucaena leucocephala. Tropical Forages database.
- National Parks Board Singapore. (2022). Leucaena leucocephala. Flora & Fauna Web.
