กระไดลิง

กระไดลิง

กระไดลิง

กระไดลิงเป็นไม้เถาเนื้อแข็งพื้นบ้านที่มีลักษณะเด่นคือเถาแก่แบนและโค้งเป็นลอนคล้ายขั้นบันได จึงเป็นที่มาของชื่อ “กระไดลิง” พบในป่าธรรมชาติของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเขตร้อน มีการใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะเถา ราก เปลือก ใบ และเมล็ด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ของกระไดลิงยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระไดลิง
  • ชื่อท้องถิ่น : กระไดวอก, มะลืมดำ, โชกนุ้ย, บันไดลิง, ลางลิง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Bauhinia scandens L. var. horsfieldii (Miq.) K. & S.S. Larsen
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูลสากลปัจจุบัน : Phanera scandens (L.) Lour. ex Raf.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Bauhinia scandens L., Lasiobema scandens (L.) de Wit และ Bauhinia scandens var. horsfieldii (Miq.) K. Larsen & S.S. Larsen
  • วงศ์ : Fabaceae
  • วงศ์ย่อยตามระบบเดิม : Leguminosae–Caesalpinioideae
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : ไม้เถาเนื้อแข็ง มีมือเกาะ
  • สถานะการใช้ประโยชน์ : เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทย

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์ : เอกสารพฤกษศาสตร์ไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อ Bauhinia scandens หรือ Bauhinia scandens var. horsfieldii ขณะที่ Plants of the World Online (Kew) ปัจจุบันยอมรับ Phanera scandens เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัดชื่อดังกล่าวเป็นชื่อพ้องของ Phanera scandens ดังนั้นเว็บไซต์สามารถระบุทั้งชื่อเดิมที่พบในตำราไทยและชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลสากลเพื่อป้องกันความสับสนในการค้นข้อมูล

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะ สามารถเลื้อยพาดพันเรือนยอดของต้นไม้อื่นได้ไกล เถาแก่แข็ง เหนียว แบน และโค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอคล้ายขั้นบันได กิ่งอ่อนมีขนประปราย ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปพัด กว้างประมาณ 5–12 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6–11 เซนติเมตร ปลายใบเว้าลึกจนมีลักษณะเป็น 2 แฉก โคนใบกว้างและมักเว้าเล็กน้อยคล้ายรูปหัวใจ เส้นใบออกจากโคนใบประมาณ 5–7 เส้น ก้านใบยาวประมาณ 1.5–5 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง ช่อยาวประมาณ 12–25 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็ก กลีบเลี้ยง 5 กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง
  • ผล : เป็นฝักแบน รูปรีหรือรูปไข่แกมรี กว้างประมาณ 1.5–2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3–4 เซนติเมตร เมื่อแก่มีสีน้ำตาลแดง ปลายมนและมีติ่งแหลมสั้น ๆ
  • จุดสังเกตสำคัญ : เถาแก่ที่แบนและโค้งเป็นลอนคล้ายขั้นบันไดเป็นลักษณะเด่นที่ใช้ช่วยจำแนกกระไดลิง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและเขตการกระจายพันธุ์ : มีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า อินโดจีน ไปจนถึงไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และหมู่เกาะบางส่วนของอินโดนีเซีย
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบในหลายภูมิภาคของประเทศ โดยแหล่งข้อมูลพรรณไม้ไทยระบุว่าพบได้ทั่วทุกภาคยกเว้นภาคใต้ และมีรายงานการพบในจังหวัดต่าง ๆ เช่น เลย ชัยภูมิ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา สระบุรี จันทบุรี ชลบุรี ปราจีนบุรี ตราด กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์
  • สภาพนิเวศ : พบตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณที่มีความชื้นเหมาะสม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • กระไดลิงเป็นไม้เถาเนื้อแข็งที่เหมาะกับพื้นที่ซึ่งมีต้นไม้หรือค้างสำหรับให้เถาเลื้อยพาดพัน
  • การขยายพันธุ์ : แหล่งข้อมูลพรรณไม้ไทยที่ตรวจสอบยังไม่ได้ระบุวิธีขยายพันธุ์ที่เป็นมาตรฐานอย่างชัดเจน จึงไม่ควรระบุวิธีเพาะเมล็ดหรือปักชำเป็นข้อมูลเฉพาะของกระไดลิงโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิง
  • ในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ควรเก็บเมล็ดหรือตัวอย่างพันธุ์จากต้นที่จำแนกชนิดถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการเก็บจากประชากรธรรมชาติมากเกินไป

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เถา
  • ราก
  • เปลือก
  • ใบ
  • เมล็ด

ข้อมูลการใช้ส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และแหล่งข้อมูลสมุนไพรไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เถา : ตามตำรับและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ใช้แก้พิษ แก้ร้อนใน ขับเหงื่อ แก้พิษฝี แก้ไข้ ตัวร้อน และใช้ในกลุ่มอาการที่เรียกว่าแก้กระษัยและแก้พิษเลือดลม
  • ราก : ใช้แก้พิษต่าง ๆ
  • เปลือก : ใช้แก้โรคผิวหนังและแก้ปวดข้อ
  • ใบ : ใช้ขับเหงื่อและแก้ไข้ตัวร้อน
  • เมล็ด : ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ไข้เชื่อมซึม แก้ร้อนใน และขับเหงื่อ
  • การใช้ในอินโดนีเซีย : มีรายงานการใช้น้ำเลี้ยงจากเถากระไดลิงจิบบรรเทาอาการไอ

ข้อควรเข้าใจ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายา ไม่ได้หมายความว่าสามารถยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้ทั้งหมด

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญา : มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืช ได้แก่ เถา ราก เปลือก ใบ และเมล็ด โดยวิธีใช้และขนาดที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตามตำรับยาและท้องถิ่น
  • น้ำเลี้ยงจากเถา : มีรายงานจากแหล่งข้อมูลพรรณไม้ไทยว่ามีการใช้น้ำเลี้ยงจากเถาจิบบรรเทาอาการไอในอินโดนีเซีย
  • ข้อจำกัดของข้อมูล : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเองจากข้อมูลในเว็บไซต์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากระไดลิงเป็นตัวยาสำคัญที่อยู่ใน บัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ ในฐานะรายการมาตรฐานสำหรับการใช้ทางการแพทย์ในปัจจุบัน จึงควรจัดข้อมูลกระไดลิงในเว็บไซต์เป็น สมุนไพรพื้นบ้านและข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มากกว่าระบุว่าเป็นยาสมุนไพรในบัญชีมาตรฐาน

สารสำคัญ

งานวิจัยเกี่ยวกับ Bauhinia scandens รายงานการพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์

  • กลุ่มฟีนอลิก (phenolic compounds)
  • กลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • แทนนิน (tannins)
  • ซาโปนิน (saponins)
  • ไกลโคไซด์ (glycosides)
  • เทอร์พีนอยด์ (terpenoids)
  • สเตอรอลและสเตียรอยด์บางชนิด

การวิเคราะห์สารสกัดจากลำต้นด้วย UPLC-QTOF-MS พบสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น polydatin และสารอนุพันธ์ของ chromanone/flavonoid หลายรายการ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากลำต้น Bauhinia scandens ที่ศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน โดยใช้ทั้งการทดสอบในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
  • งานวิจัยหนึ่งรายงานว่าสารสกัดจากลำต้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดความเจ็บปวด ลดไข้ และมีผลต่อกระบวนการสลายลิ่มเลือดในแบบจำลองการทดลอง
  • อีกการศึกษาพบฤทธิ์ต้านอาการท้องเสียและฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิดจากสารสกัดลำต้น
  • การศึกษาดังกล่าวยังอยู่ในระดับ พรีคลินิก เป็นหลัก ไม่ใช่หลักฐานว่ากระไดลิงสามารถใช้รักษาโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้
  • มีรายงานการแยกสาร 1-O-alkyl glycerol จากใบแห้งของ Bauhinia scandens และพบกิจกรรมทางชีวภาพในแบบจำลอง Brine Shrimp bioassay แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์

เภสัชวิทยา

จากงานวิจัยในระดับพรีคลินิก พบแนวโน้มฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัด Bauhinia scandens ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : พบจากการทดลองในสัตว์และการทดสอบระดับเซลล์
  • ฤทธิ์ลดความเจ็บปวด : พบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ลดไข้ : มีรายงานจากการทดลองในสัตว์
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดลำต้นแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานจากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและการทดสอบทางชีวภาพ
  • ฤทธิ์ต้านท้องเสีย : มีรายงานในแบบจำลองสัตว์ทดลอง

ผลเหล่านี้เป็นข้อมูลระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง ยังไม่ควรตีความเป็นประสิทธิผลทางการรักษาในมนุษย์

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของกระไดลิงในมนุษย์ยังมีจำกัด
  • งานวิจัยบางฉบับที่ใช้สารสกัดจากลำต้นในสัตว์ทดลองรายงานว่าไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญภายใต้เงื่อนไขการทดลองนั้น แต่ไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานในมนุษย์ทุกขนาดได้
  • ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ระยะยาว การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร และในเด็ก
  • ไม่ควรใช้กระไดลิงแทนยาที่แพทย์สั่ง หรือใช้รักษาโรครุนแรงโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกระไดลิงกับยาสมัยใหม่โดยตรง ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่า “ไม่มีปฏิกิริยา”

ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อ การแข็งตัวของเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นจากกระไดลิง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันหลักฐานที่ตรวจสอบได้ยังไม่เพียงพอที่จะระบุผลิตภัณฑ์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากกระไดลิงโดยเฉพาะ การใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชจึงควรอ้างอิงตามภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมากกว่าการกล่าวอ้างสรรพคุณเชิงรักษาโรค

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเลือกต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้องก่อนเก็บเกี่ยว
  • เถาและเปลือก ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนทำให้ต้นตาย
  • ใบและเมล็ด ควรเก็บในระยะที่เหมาะสมและปราศจากเชื้อรา แมลง และสิ่งปนเปื้อน
  • หากนำไปทำวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม
  • เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
  • ควรติดฉลากระบุชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มา เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อท้องถิ่นใกล้เคียงกัน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระไดลิงปรากฏในองค์ความรู้สมุนไพรไทยหลายแหล่ง โดยมีการใช้แตกต่างกันตามส่วนของพืช เช่น เถาใช้ในกลุ่มอาการไข้และพิษ รากใช้แก้พิษ เปลือกใช้กับโรคผิวหนังและอาการปวดข้อ ใบใช้ขับเหงื่อและแก้ตัวร้อน ส่วนเมล็ดมีการกล่าวถึงการใช้ถ่ายพยาธิ ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดลระบุชัดว่าการใช้ดังกล่าวเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนการใช้เพื่อกำจัดเห็บหมัดตามที่มีผู้สอบถาม

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “กระไดลิง” มีที่มาจากรูปลักษณะของเถาแก่ซึ่งแบน แข็ง และโค้งเป็นลอนต่อเนื่องคล้ายขั้นบันได ทำให้เป็นชื่อที่สะท้อนลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพืชโดยตรง

แหล่งข้อมูลพรรณไม้ไทยระบุชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ เช่น กระไดวอก มะลืมดำ โชกนุ้ย บันไดลิง และลางลิง แสดงให้เห็นว่าพืชชนิดนี้มีการรับรู้และใช้ประโยชน์ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

สถานะการอนุรักษ์

ยังไม่พบข้อมูลที่เพียงพอจากแหล่งที่ตรวจสอบเพื่อระบุสถานะการถูกคุกคามของกระไดลิงในประเทศไทยอย่างเฉพาะเจาะจง จึงไม่ควรระบุว่าเป็นพืช “ใกล้สูญพันธุ์” หรือ “พืชอนุรักษ์” โดยไม่มีฐานข้อมูลการประเมินสถานะประชากรที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การเก็บเถาและเปลือกจากธรรมชาติควรทำอย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นส่วนของต้นที่อาจทำให้ต้นเสียหายได้หากเก็บมากเกินไป

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Fabales
  • วงศ์ (Family) : Fabaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Caesalpinioideae
  • เผ่า (Tribe) : Cercideae
  • สกุล (Genus) : Phanera
  • ชนิด (Species) : Phanera scandens (L.) Lour. ex Raf.
  • ชื่อเดิมที่พบในเอกสารไทย : Bauhinia scandens L.
  • ชื่อเดิมระดับวาไรตีที่ใช้กับกระไดลิงในประเทศไทย : Bauhinia scandens L. var. horsfieldii (Miq.) K. Larsen & S.S. Larsen

ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ชื่อ Phanera scandens เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน และ Bauhinia scandens รวมถึง Bauhinia scandens var. horsfieldii เป็นชื่อพ้อง ขณะที่ e-Flora of Thailand และเอกสารพฤกษศาสตร์ไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อในสกุล Bauhinia หรือ Lasiobema ตามระบบอนุกรมวิธานที่ใช้ในช่วงเวลาที่จัดทำเอกสาร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2552). กระไดลิง. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระไดลิง Bauhinia scandens var. horsfieldii.
  3. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (2566). สมุนไพร 30 ชนิดจากการสำรวจพรรณไม้ในป่าธรรมชาติกรุงชิง: กระไดลิง. คลังสารสนเทศท้องถิ่นนครศรีธรรมราช.
  4. Larsen, K., Larsen, S. S., & Vidal, J. E. (1984). Leguminosae-Caesalpinioideae. In Flora of Thailand (Vol. 4, Part 1, pp. 67–69). Forest Herbarium, Royal Forest Department / TISTR Press.
  5. Larsen, K., & Larsen, S. S. (1973). The genus Bauhinia in Thailand. Natural History Bulletin of the Siam Society, 25, 1–20.
  6. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Phanera scandens (L.) Lour. ex Raf. Plants of the World Online.
  7. Hasan, M. M., et al. (2021). Chemical, biological and protein-receptor binding profiling of Bauhinia scandens L. stems provide new insights into the management of pain, inflammation, pyrexia and thrombosis. Biomedicine & Pharmacotherapy, 142, 112185. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2021.112185
  8. Islam, M. T., et al. (2022). Chemical, pharmacological and computerized molecular analysis of stem’s extracts of Bauhinia scandens L. provide insights into the management of diarrheal and microbial infections. Nutrients, 14(2), 265. https://doi.org/10.3390/nu14020265
  9. Rajendran, R., et al. (2008). A nontoxic antitumour compound from the leaves of Bauhinia scandens characterized as 1-O-alkyl glycerol by gas–liquid chromatography and evaluation of its antitumour property by Brine Shrimp bioassay. Industrial Crops and Products, 27(1), 39–43. https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2007.07.005

 

Scroll to top