กระตังใบเตี้ย
กระตังใบเตี้ยเป็นสมุนไพรพื้นเมืองขนาดเล็กที่พบในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะเด่นคือเป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็กทอดนอนตามพื้นดิน มีหัวใต้ดิน และมีผลกลมเมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการนำส่วนหัวหรือรากมาใช้เป็นสมุนไพร โดยมีข้อมูลการใช้เพื่อบำรุงกำลัง เจริญอาหาร และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไข้และปวดเมื่อย อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ยังมีจำกัด
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระตังใบเตี้ย, กะตังใบเตี้ย
- ชื่อท้องถิ่น: เขืองแข็งม้า, ต้างไก่เตี้ย, ต้างไก่แดง
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Leea thorelii Gagnep.
- ชื่อพ้อง: Leea tetrasperma Gagnep.
- วงศ์: Vitaceae
- ชื่อวงศ์ที่พบในเอกสารไทยเดิม: Leeaceae
- ลักษณะวิสัย: ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก อายุหลายปี มีหัวใต้ดิน ลำต้นทอดนอนหรือตั้งตรง
- ถิ่นกำเนิด: ภูมิภาคอินโดจีน ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 20 เซนติเมตร และอาจสูงได้ถึง 1 เมตร ลำต้นทอดนอนตามพื้นดินหรือตั้งตรง มีขนละเอียด และมีหัวใต้ดิน
- ราก: เป็นรากสะสมอาหารหรือรากแบบหัวใต้ดิน มีลักษณะภายนอกสีน้ำตาลอมม่วงถึงน้ำตาลเข้ม ภายในมีสีส้ม
- ใบ: ใบประกอบ มีได้ตั้งแต่ใบเดี่ยว ใบประกอบ 3 ใบย่อย ไปจนถึงใบประกอบที่มีใบย่อยจำนวนมาก ใบย่อยมีรูปร่างตั้งแต่รูปกลม รูปไข่ รูปกลับไข่ รูปขอบขนาน จนถึงรูปแถบ ขอบใบหยักหรือจักฟันเลื่อย
- ก้านใบ: ยาวประมาณ 3–7 เซนติเมตร มีร่องด้านบนและมีขน หูใบมีลักษณะเป็นปีก
- ดอก: ออกเป็นช่อ ดอกมีขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจำนวนอย่างละ 5 กลีบ โดยช่อดอกอาจยาวประมาณ 8 เซนติเมตร
- ผล: ผลกลมหรือมีพูเล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5–0.8 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีม่วงดำ ภายในมีเมล็ดประมาณ 4–6 เมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโดจีน ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
- ประเทศไทย: พบได้โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก มีรายงานการพบในพื้นที่ป่าชุมชนและป่าธรรมชาติ เช่น จังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่อื่น ๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- สภาพแวดล้อม: พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าผลัดใบ และบริเวณพุ่มไม้หรือพื้นที่เปิดที่ได้รับแสงแดด โดยพบได้บนดินทรายหรือดินตะกอนที่มีความชื้น
- ระดับความสูง: Flora of Thailand รายงานการพบที่ระดับประมาณ 125–400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ขณะที่ข้อมูลท้องถิ่นบางแหล่งรายงานช่วงระดับความสูงแตกต่างกันตามพื้นที่สำรวจ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- กระตังใบเตี้ยเป็นพืชป่าที่มี หัวใต้ดิน ซึ่งช่วยสะสมอาหารและช่วยให้ต้นสามารถฟื้นตัวหลังสภาพแวดล้อมถูกรบกวนหรือเกิดไฟป่าได้
- สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ควรเป็นพื้นที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก มีดินร่วนหรือดินทรายที่ระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นพอเหมาะ
- การขยายพันธุ์: ยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานด้านการขยายพันธุ์เชิงเกษตรของกระตังใบเตี้ยที่เผยแพร่อย่างเพียงพอ แต่จากลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่มีหัวใต้ดิน การขยายพันธุ์โดยการแยกหัวหรือส่วนของหัวที่มีตาสามารถเป็นแนวทางที่ควรศึกษาต่อไป
- ในธรรมชาติพืชสามารถงอกกลับจากหัวใต้ดินภายหลังพื้นที่ถูกไฟไหม้หรือถูกรบกวนเป็นระยะ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- หัวหรือหัวใต้ดิน: เป็นส่วนที่มีการระบุไว้สำหรับใช้เป็นยาในข้อมูลสมุนไพรไทย
- ราก: มีรายงานภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่นำรากมาใช้เป็นสมุนไพรเช่นกัน
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- หัว: หัวใต้ดินนำไปผสมกับรากชงโคขาว แล้วต้มเป็นน้ำดื่ม มีการใช้เพื่อ ช่วยให้เจริญอาหารและบำรุงกำลัง
- ราก: ภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่ระบุการใช้รากเพื่อ แก้ไข้ ขับเหงื่อ และบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
- การแพทย์พื้นบ้าน: Flora of Thailand ระบุว่ามีการใช้กระตังใบเตี้ยเป็นยาสำหรับอาการปวดท้องในบางพื้นที่
- ข้อมูลการใช้เหล่านี้เป็น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก และไม่ควรนำมาใช้ทดแทนการรักษามาตรฐาน
วิธีใช้
- ตำรับบำรุงกำลังและเจริญอาหารตามภูมิปัญญา: ใช้หัวใต้ดินของกระตังใบเตี้ยผสมกับรากชงโคขาว แล้วนำไปต้มเป็นน้ำดื่ม
- การใช้รากตามภูมิปัญญาท้องถิ่น: มีรายงานการนำรากไปใช้ในรูปแบบยาต้มร่วมกับสมุนไพรอื่นสำหรับอาการไข้ ขับเหงื่อ และปวดเมื่อย
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐาน ระยะเวลาในการใช้ หรือขนาดสารสกัด สำหรับการรักษาโรค
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 ไม่พบชื่อ Leea thorelii หรือกระตังใบเตี้ยเป็นตัวยาสำคัญของรายการยาในบัญชีดังกล่าว ดังนั้นจึงไม่ควรระบุว่ากระตังใบเตี้ยเป็นสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร เว้นแต่จะมีประกาศฉบับใหม่เพิ่มเติมในอนาคต
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีของ Leea thorelii พบสารธรรมชาติหลายกลุ่ม โดยเฉพาะจากส่วนราก ได้แก่
- Bergenin
- 11-O-acetyl bergenin
- 11-O-(4′-O-methylgalloyl) bergenin
- 3,5-dihydroxy-4-methoxybenzoic acid
- (-)-Epicatechin
- 4″-O-methyl-(-)-epicatechin gallate
- (-)-Epicatechin gallate
- Microminutinin
- Stigmasterol
นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาส่วนใบที่พบสารกลุ่ม phenolic glycosides และ megastigmane glycosides โดยหนึ่งในสารที่ได้รับการรายงานจากพืชชนิดนี้คือ citroside
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยของ Lakornwong, Kanokmedhakul และ Kanokmedhakul (2014) ศึกษาสารจากรากของ Leea thorelii และแยกสารได้ 9 ชนิด โดยสาร 8 ชนิดได้รับการระบุโครงสร้าง ได้แก่ bergenin และอนุพันธ์ของ bergenin สารกลุ่ม flavan รวมถึง stigmasterol
- งานวิจัยดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญด้าน องค์ประกอบทางเคมี ของกระตังใบเตี้ย แต่ไม่ได้หมายความว่าสารที่แยกได้เหล่านี้สามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง
- มีบทความทบทวนทางวิชาการเกี่ยวกับสกุล Leea ที่รวบรวมข้อมูลว่ากระตังใบเตี้ยมีการใช้ในภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับไข้และการอักเสบ และมีการศึกษาสารออกฤทธิ์จากใบและราก แต่ยังมีข้อมูลด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ ตัวพืชกระตังใบเตี้ยโดยตรง ค่อนข้างจำกัด
- ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานการทดลองทางคลินิกคุณภาพสูงที่ยืนยันประสิทธิผลของกระตังใบเตี้ยสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์
เภสัชวิทยา
- ข้อมูลเภสัชวิทยาเฉพาะของ Leea thorelii ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษามากกว่า
- สาร bergenin, epicatechin และอนุพันธ์ของสารฟีนอลิก ที่ตรวจพบในกระตังใบเตี้ยเป็นกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจทางเภสัชวิทยา แต่ฤทธิ์ที่พบในสารบริสุทธิ์หรือพืชชนิดอื่นไม่ควรนำมาเหมารวมว่าเป็นฤทธิ์ทางคลินิกของกระตังใบเตี้ย
- หลักฐานปัจจุบันจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นข้อมูลด้าน พฤกษเคมีและศักยภาพในการวิจัยต่อยอด มากกว่าการยืนยันเป็นยารักษาโรค
ความปลอดภัย
- ปัจจุบันยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยและความเป็นพิษของกระตังใบเตี้ยในมนุษย์ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะข้อมูลจากการศึกษาพิษเฉียบพลัน พิษเรื้อรัง การใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และการใช้ในเด็ก
- จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในปริมาณเข้มข้นหรือใช้สารสกัดด้วยตนเองจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน
- การใช้เป็นยาสมุนไพรควรยึดตามตำรับและองค์ความรู้ของแพทย์แผนไทยหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
- ไม่ควรตีความผลการศึกษาสารบริสุทธิ์ในห้องปฏิบัติการว่าแปลว่า พืชทั้งต้นมีความปลอดภัยหรือรักษาโรคได้
การใช้ในอาหาร
มีเอกสารด้านพฤกษศาสตร์บางฉบับระบุว่า ยอดอ่อนและผลสุกของกระตังใบเตี้ยสามารถรับประทานได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านวิธีเตรียม ปริมาณที่รับประทานได้ และความปลอดภัยในการบริโภคเป็นอาหารยังมีจำกัด จึงไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นคำแนะนำในการบริโภคในปริมาณมากโดยไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- หัวหรือหัวใต้ดิน: หากเก็บเพื่อใช้เป็นสมุนไพร ควรเลือกต้นที่สมบูรณ์และมีหัวใต้ดินพัฒนาเต็มที่
- ควรขุดอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ส่วนหัวเสียหาย และควรทำความสะอาดเอาดินออก
- หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรหั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสมและทำให้แห้งสนิทในบริเวณที่สะอาด อากาศถ่ายเท และไม่ถูกความชื้น
- เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
- เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานทางเภสัชตำรับเฉพาะสำหรับกระตังใบเตี้ย จึงควรระบุแหล่งที่มาและวันเก็บเกี่ยวของวัตถุดิบทุกครั้งเพื่อช่วยควบคุมคุณภาพ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระตังใบเตี้ยเป็นพืชสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลพืชพื้นบ้านของประเทศไทยหลายพื้นที่ โดยมีชื่อท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น ต้างไก่ และ เขืองแข็งม้า ภูมิปัญญาบางพื้นที่ใช้รากสำหรับแก้ไข้ ขับเหงื่อ และบรรเทาอาการปวดเมื่อย ขณะที่ข้อมูลสมุนไพรอีกแหล่งระบุการใช้หัวใต้ดินร่วมกับรากชงโคขาวเพื่อช่วยให้เจริญอาหารและบำรุงกำลัง
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Leea thorelii Gagnep. ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1910 และมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานคือ Leea tetrasperma Gagnep.
กระตังใบเตี้ยเป็นพืชที่มีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นการใช้พืชป่าตามองค์ความรู้ท้องถิ่น ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจที่มีการเพาะปลูกในระดับอุตสาหกรรม
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Leea thorelii เป็นชนิดที่ยอมรับในปัจจุบันและมีถิ่นกำเนิดในอินโดจีน โดยการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่า คาดการณ์ว่าไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened) แต่มีระดับความเชื่อมั่นต่ำ ดังนั้นจึงยังควรมีการติดตามประชากรในธรรมชาติและการเก็บใช้จากป่าอย่างเหมาะสม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Streptophyta
- ชั้น (Class): Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
- อันดับ (Order): Vitales
- วงศ์ (Family): Vitaceae
- สกุล (Genus): Leea
- ชนิด (Species): Leea thorelii Gagnep.
- ชื่อพ้อง (Synonym): Leea tetrasperma Gagnep.
ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online จัดสกุล Leea ไว้ในวงศ์ Vitaceae ขณะที่เอกสารพฤกษศาสตร์ไทยรุ่นก่อนจำนวนหนึ่งใช้ชื่อวงศ์ Leeaceae ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรใช้ Vitaceae เป็นวงศ์ปัจจุบัน และอาจระบุ Leeaceae ไว้เป็นชื่อวงศ์ที่เคยใช้ในเอกสารไทยเพื่อป้องกันความสับสน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: กะตังใบเตี้ย (Leea thorelii Gagnep.). สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2553). e-Flora of Thailand: Leea thorelii Gagnep. สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. ราชกิจจานุเบกษา, 140(130 ง), 45.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระตังใบเตี้ย.
- Bachman, S. P., Brown, M. J. M., Leão, T. C. C., Lughadha, E. N., & Walker, B. E. (2024). Angiosperm extinction risk predictions v1. New Phytologist.
- Lakornwong, W., Kanokmedhakul, K., & Kanokmedhakul, S. (2014). Chemical constituents from the roots of Leea thorelii Gagnep. Natural Product Research, 28(13), 1015–1017. https://doi.org/10.1080/14786419.2014.891117
- Santisuk, T., & Larsen, K. (Eds.). (2010). Flora of Thailand, Volume 10, Part 2. The Forest Herbarium, Royal Forest Department.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Leea thorelii Gagnep. Plants of the World Online.
- Purwaniati. (2024). Pharmacological activities, isolated compounds, toxicity, and potential for new drug discovery from the genus Leea. Indonesian Journal of Pharmacy, 35(1).
