กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดงเป็นสมุนไพรและพืชอาหารที่คนไทยรู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะส่วนกลีบเลี้ยงสีแดงที่มีรสเปรี้ยว นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม อาหาร และใช้เป็นยาสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย โดยมีข้อมูลการใช้เพื่อช่วยขับปัสสาวะและบรรเทาอาการขัดเบา นอกจากนี้งานวิจัยสมัยใหม่ยังให้ความสนใจต่อสารกลุ่มแอนโทไซยานินและผลต่อความดันโลหิตและปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กระเจี๊ยบแดง
  • ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบเปรี้ยว, ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มตะเรงเครง, ส้มปู
  • ชื่อสามัญ : Roselle, Jamaican sorrel, Indian sorrel, Red sorrel
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L.
  • วงศ์ : Malvaceae
  • ลักษณะเด่น : เป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปี ส่วนกลีบเลี้ยงที่พัฒนาและมีสีแดงเข้มเป็นส่วนที่ใช้ประโยชน์ทั้งด้านอาหารและสมุนไพร
  • รสยา : เปรี้ยว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลักษณะเป็นพุ่ม สูงประมาณ 1–2 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านอาจมีสีเขียวอมม่วงถึงม่วงแดง
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ ก้านใบค่อนข้างยาว ขอบใบเว้าลึกประมาณ 3–5 แฉก หรือบางรูปแบบอาจมีขอบใบค่อนข้างเรียบ
  • ดอก : ดอกเดี่ยวออกบริเวณซอกใบ ดอกมีสีชมพูหรือชมพูอมเหลือง และบริเวณกลางดอกมีสีเข้มกว่า
  • กลีบเลี้ยง : เมื่อผลพัฒนา กลีบเลี้ยงจะขยายตัว มีลักษณะหนาและมีสีแดงเข้มถึงม่วงแดง เป็นส่วนสำคัญที่นำมาใช้เป็นยาและอาหาร
  • ผล : ผลเป็นรูปรี ปลายแหลม อยู่ภายในกลีบเลี้ยงสีแดง และมีเมล็ดอยู่ภายใน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : แหล่งข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกระบุว่ากระเจี๊ยบแดงมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งสามารถปลูกได้หลายภูมิภาค
  • ในประเทศไทย : พบการปลูกในหลายจังหวัด เช่น ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ กาญจนบุรี อุตรดิตถ์ นครราชสีมา และชัยภูมิ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยใช้เมล็ดจากผลหรือดอกที่แก่จัด นำมาตากให้แห้งก่อนเก็บรักษา
  • ฤดูปลูก : ในประเทศไทยนิยมปลูกช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน
  • สภาพพื้นที่ : เหมาะกับพื้นที่ดอนที่น้ำไม่ท่วมขังและมีการระบายน้ำดี
  • วิธีปลูก : สามารถหว่านเมล็ดลงแปลง หรือหยอดเมล็ดเป็นหลุม โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ ระบุวิธีหยอดประมาณ 4–5 เมล็ดต่อหลุม และให้ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 50 เซนติเมตร
  • การดูแล : ควรควบคุมวัชพืชและไม่ให้น้ำขัง เพราะกระเจี๊ยบแดงไม่ชอบสภาพแฉะ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ส่วนที่ใช้ : กลีบเลี้ยงและริ้วประดับหรือกลีบรองดอกที่ทำให้แห้ง
  • ลักษณะยาแห้ง : มีสีแดงคล้ำถึงแดงอมม่วงหรือเกือบดำ มีกลิ่นเฉพาะ และมีรสเปรี้ยว
  • มาตรฐานวัตถุดิบ : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุ Roselle medicinal drug ว่าเป็นกลีบเลี้ยงและกลีบรองดอกแห้งที่เก็บในช่วงติดผล และแนะนำวัตถุดิบที่มีสีแดงถึงแดงเข้มสำหรับใช้ทางยา

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและแก้อาการขัดเบา
  • การใช้ตามตำรายาไทย : มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อแก้เสมหะ ขับน้ำดี แก้ไอ แก้อาการเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ และช่วยขับเมือกมันในลำไส้
  • ด้านการขับปัสสาวะ : เป็นสรรพคุณที่ได้รับการนำไปพัฒนาเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยใช้สำหรับขับปัสสาวะและแก้ขัดเบา
  • ข้อควรแยกจากหลักฐานสมัยใหม่ : สรรพคุณตามภูมิปัญญาไม่ได้หมายความว่าทุกข้อได้รับการยืนยันด้วยการทดลองทางคลินิกในระดับเดียวกัน จึงควรพิจารณาหลักฐานวิทยาศาสตร์ประกอบก่อนใช้เพื่อรักษาโรค

วิธีใช้

  • ยาชงตามบัญชียาจากสมุนไพร : ใช้ผงกระเจี๊ยบแดงครั้งละ 2–3 กรัม ชงกับน้ำร้อนประมาณ 120–200 มิลลิลิตร รับประทานวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร สำหรับข้อบ่งใช้ขับปัสสาวะและแก้ขัดเบา
  • เครื่องดื่มสมุนไพร : นิยมใช้กลีบเลี้ยงแห้งต้มหรือชงเป็นเครื่องดื่ม โดยอาจปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือส่วนประกอบอื่นตามความนิยม
  • ข้อสำคัญ : การใช้ในรูปแบบยาและปริมาณที่ใช้เพื่อการรักษาควรยึดตามตำรับหรือคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรนำปริมาณการบริโภคเป็นอาหารมาเทียบเท่ากับขนาดยารักษาโรค

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ชื่อยา : ยากระเจี๊ยบแดง
  • รูปแบบ : ยาชงสำหรับโรงพยาบาล
  • ตัวยาสำคัญ : ผงกระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa L.)
  • ข้อบ่งใช้ : ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
  • ขนาดและวิธีใช้ : ครั้งละ 2–3 กรัม ชงน้ำร้อน 120–200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
  • ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
  • ข้อควรระวัง : อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • อาการไม่พึงประสงค์ : อาจมีอาการปวดมวนท้อง

กระเจี๊ยบแดงยังมีชื่ออยู่ในเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ของระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ และมีตำรับยาชงกระเจี๊ยบแดงอยู่ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

สารสำคัญ

  • แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสีแดงถึงม่วงของกลีบเลี้ยง โดยสารเด่น ได้แก่ delphinidin และ cyanidin
  • Delphinidin-3-sambubioside และ cyanidin-3-sambubioside : เป็นแอนโทไซยานินหลักที่พบในวัตถุดิบกระเจี๊ยบแดงตามตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย
  • กรดอินทรีย์ : เช่น malic acid, citric acid และกรดอินทรีย์อื่น ๆ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับรสเปรี้ยว
  • สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ : เป็นกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจในด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • สารอื่น ๆ : มีรายงานการพบโพลีแซ็กคาไรด์และองค์ประกอบทางโภชนาการบางชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ความดันโลหิต : งาน systematic review และ meta-analysis ของการทดลองแบบสุ่มพบว่าการรับประทานกระเจี๊ยบแดงมีแนวโน้มช่วยลดความดันโลหิต โดย meta-analysis หนึ่งรายงานว่าความดันตัวบนลดลงประมาณ 7.1 mmHg เมื่อเทียบกับ placebo อย่างไรก็ตามผลการศึกษามีความแตกต่างกันระหว่างงานวิจัยและยังจำเป็นต้องมีการศึกษาที่มีมาตรฐานและขนาดตัวอย่างมากขึ้น
  • การศึกษาก่อนหน้านี้ : meta-analysis ของ RCT จำนวน 5 การทดลอง รวมผู้เข้าร่วม 390 คน พบการลดความดันตัวบนและตัวล่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้วิจัยยังแนะนำให้มีการทดลองที่ออกแบบอย่างดีเพิ่มเติม
  • หลักฐานที่ยังมีข้อจำกัด : systematic review รุ่นแรก ๆ พบว่าการทดลองเกี่ยวกับความดันโลหิตส่วนใหญ่มีระยะเวลาสั้นและคุณภาพทางระเบียบวิธีไม่สูง จึงยังไม่ควรสรุปว่ากระเจี๊ยบแดงสามารถใช้แทนยาลดความดันมาตรฐานได้
  • ไขมันในเลือดและเมตาบอลิก : มีสัญญาณจากการทดลองในมนุษย์ว่ากระเจี๊ยบแดงอาจมีผลต่อปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด แต่หลักฐานด้านไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สม่ำเสมอ และต้องมีการศึกษาที่มีมาตรฐานเพิ่มเติม
  • ข้อสรุปด้านหลักฐาน : กระเจี๊ยบแดงมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องความดันโลหิต แต่ควรมองเป็นสมุนไพรที่มีหลักฐานสนับสนุนบางด้าน ไม่ใช่ยาที่ใช้ทดแทนการรักษามาตรฐานโดยอัตโนมัติ

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ขับปัสสาวะ : มีข้อมูลจากการศึกษาทั้งในมนุษย์และการทดลองที่สนับสนุนผลต่อการขับปัสสาวะและการขับโซเดียม
  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต : อาจเกี่ยวข้องกับหลายกลไก เช่น ผลต่อการขับน้ำและโซเดียม และการทำงานของระบบ renin-angiotensin รวมถึงฤทธิ์ต่อ ACE ที่พบในงานวิจัยบางส่วน
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารแอนโทไซยานินและสารฟีนอลิกมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อไขมันในเลือด : งานวิจัยพรีคลินิกและการทดลองในมนุษย์บางส่วนพบแนวโน้มต่อ lipid profile แต่ผลยังแตกต่างกันระหว่างการศึกษา
  • ฤทธิ์อื่น ๆ : มีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และปกป้องเซลล์จาก oxidative stress ในการทดลอง แต่หลักฐานเหล่านี้จำนวนมากยังอยู่ในระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรตีความว่าเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

ความปลอดภัย

  • การบริโภคทั่วไป : งานทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่ากระเจี๊ยบแดงโดยทั่วไปมีความทนต่อการใช้ค่อนข้างดี และในการทดลองทางคลินิกพบอาการไม่พึงประสงค์ไม่มาก
  • อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ : อาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดมวนท้องหรือท้องเสีย โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณสูง
  • ผู้ป่วยโรคไต : ตำรับยากระเจี๊ยบแดงในบัญชียาจากสมุนไพรระบุห้ามใช้ในผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : ข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ โดยข้อมูลจากสัตว์ทดลองมีข้อกังวลเกี่ยวกับการได้รับในระยะยาว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดยาโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
  • การใช้ระยะยาว : ไม่ควรใช้ในขนาดยาเป็นเวลานานโดยไม่มีการติดตาม เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวในมนุษย์ยังมีจำกัด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยาขับปัสสาวะ : งานทดลองในสัตว์พบว่าการใช้กระเจี๊ยบแดงร่วมกับ hydrochlorothiazide สามารถเพิ่มปริมาณปัสสาวะ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ แม้ข้อมูลดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาเทียบตรง ๆ กับขนาดที่ใช้ในมนุษย์ได้
  • ยาลดความดันโลหิต : เนื่องจากกระเจี๊ยบแดงอาจมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต จึงควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาลดความดัน โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันต่ำหรือใช้ยาหลายชนิด
  • ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบ renin-angiotensin เช่น ACE inhibitors : มีข้อมูลเชิงกลไกที่ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงการเสริมฤทธิ์ แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอที่จะระบุขนาดหรือความสำคัญของปฏิกิริยาได้แน่ชัด
  • คำแนะนำ : ผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดัน หรือยารักษาโรคเรื้อรังเป็นประจำ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระเจี๊ยบแดงในรูปแบบยาเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • เครื่องดื่ม : กลีบเลี้ยงแห้งนิยมต้มเป็นน้ำกระเจี๊ยบ ซึ่งมีรสเปรี้ยวและสีแดงตามธรรมชาติ
  • อาหารและขนม : สามารถนำไปใช้แต่งสีและรสในเยลลี่ แยม ซอส ขนม และผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ
  • เครื่องปรุง : สีและรสเปรี้ยวของกระเจี๊ยบแดงสามารถนำมาใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารและเครื่องดื่มได้
  • คุณค่าด้านอาหาร : กระเจี๊ยบแดงมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ anthocyanins และสารฟีนอลิก จึงได้รับความสนใจในฐานะวัตถุดิบอาหารที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม : น้ำกระเจี๊ยบ ชากระเจี๊ยบ และเครื่องดื่มสมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : แยม เยลลี่ ซอส ลูกอม และผลิตภัณฑ์แต่งรสหรือสี
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : กระเจี๊ยบแดงแห้ง ชนิดผง และยาชง
  • สารสกัด : สารสกัดกระเจี๊ยบแดงที่มีสารแอนโทไซยานินและโพลีฟีนอลได้รับความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ช่วงเก็บเกี่ยว : ในประเทศไทยโดยทั่วไปเริ่มเก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤศจิกายน–มีนาคม โดยเก็บกลีบเลี้ยงที่มีสีแดงจัดถึงม่วงอ่อน
  • อายุเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปเริ่มเก็บได้ประมาณ 4–4.5 เดือนหลังปลูก
  • วิธีเก็บเกี่ยว : สามารถตัดเฉพาะดอกที่แก่พร้อมเก็บ หรือเก็บกิ่ง/ต้นที่มีดอกแล้วนำมาแยกส่วนที่ต้องการ
  • การแปรรูป : แยกส่วนเมล็ดออก เหลือกลีบเลี้ยงสีแดง แล้วผึ่งลมหรือตากแดดประมาณ 3–5 วัน และสามารถนำไปอบให้แห้งก่อนบรรจุ
  • การเก็บรักษา : ควรบรรจุในถุงหรือภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้นและแมลง และเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กระเจี๊ยบแดงเป็นสมุนไพรที่ปรากฏในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการใช้กลีบเลี้ยงที่มีรสเปรี้ยว
  • มีการใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อแก้กระหายน้ำ และใช้ในบริบทของการขับปัสสาวะ
  • ในภูมิปัญญาการแพทย์ไทยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อแก้ไอ แก้เสมหะ และช่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การใช้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรทำให้กระเจี๊ยบแดงมีบทบาททั้งในด้านอาหารและการดูแลสุขภาพในวิถีชีวิตของคนไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารและเครื่องดื่มในหลายประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่เขตร้อนและกึ่งร้อน
  • ชื่อ Roselle, Jamaican sorrel และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ สะท้อนถึงการแพร่กระจายและการนำไปใช้ในหลายวัฒนธรรม
  • ในประเทศไทยกระเจี๊ยบแดงถูกนำมาปลูกมาเป็นเวลานาน และกลายเป็นพืชที่ใช้ทั้งเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพร
  • สีแดงเข้มและรสเปรี้ยวเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้กระเจี๊ยบแดงได้รับความนิยมในการทำเครื่องดื่มและอาหาร

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะ : กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชปลูกและพืชเศรษฐกิจที่มีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย ไม่ได้เป็นสมุนไพรที่มีข้อกังวลด้านการเก็บจากธรรมชาติเป็นหลัก
  • การอนุรักษ์ในประเทศไทย : ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การอนุรักษ์และคัดเลือกพันธุ์พื้นเมือง การรักษาความหลากหลายของพันธุ์ และการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพมากกว่าการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์
  • หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลมีการปรับปรุงการจัดจำแนกกลุ่มกระเจี๊ยบแดงในช่วงหลัง จึงควรระบุชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารทางการแพทย์ไทยควบคู่กับข้อมูลอนุกรมวิธานล่าสุด

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร : Plantae
  • หมวด : Streptophyta
  • ชั้น : Equisetopsida
  • อันดับ : Malvales
  • วงศ์ : Malvaceae
  • สกุล : Hibiscus ตามชื่อที่ใช้ในเอกสารทางการแพทย์และเภสัชตำรับไทย
  • ชนิด : Hibiscus sabdariffa L.
  • ชื่อที่ใช้ในเอกสารสมุนไพรไทย : Hibiscus sabdariffa L.
  • หมายเหตุทางอนุกรมวิธานสากล : Plants of the World Online ของ Kew ปัจจุบันระบุ Hibiscus sabdariffa L. เป็นชื่อพ้องของ Sabdariffa gossypiifolia (Mill.) M.M.Hanes & R.L.Barrett ตามการจัดจำแนกที่มีการปรับปรุงล่าสุด ขณะที่ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยและเอกสารราชการไทยยังใช้ชื่อ Hibiscus sabdariffa L. เป็นชื่ออ้างอิงของกระเจี๊ยบแดง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). กระเจี๊ยบแดง. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (2562). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: กระเจี๊ยบแดง (KrachIap Daeng). สำนักยาและวัตถุเสพติด กระทรวงสาธารณสุข.
  3. สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน: กระเจี๊ยบแดง.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2563). ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ. กระทรวงสาธารณสุข.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาหลักแห่งชาติและหลักฐานเชิงประจักษ์: กระเจี๊ยบแดง.
  6. Abdelmonem, M., et al. (2022). Efficacy of Hibiscus sabdariffa on reducing blood pressure in patients with mild-to-moderate hypertension: A systematic review and meta-analysis of published randomized controlled trials. Journal of Cardiovascular Pharmacology, 79(1), e64–e74. https://doi.org/10.1097/FJC.0000000000001161.
  7. Aziz, Z., Wong, S. Y., Chong, N. J., & Ahmed, S. (2022). A systematic review and meta-analysis of the effects of Hibiscus sabdariffa on blood pressure and cardiometabolic markers. Nutrition Reviews.
  8. Wahabi, H. A., Alansary, L. A., Al-Sabban, A. H., & Glasziuo, P. (2010). The effectiveness of Hibiscus sabdariffa in the treatment of hypertension: A systematic review. Phytomedicine, 17(2), 83–86. https://doi.org/10.1016/j.phymed.2009.09.002.
  9. Serban, C., Sahebkar, A., Ursoniu, S., Andrica, F., & Banach, M. (2015). Effect of sour tea (Hibiscus sabdariffa L.) on arterial hypertension: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Journal of Hypertension. https://doi.org/10.1097/HJH.0000000000000585.
  10. Kew Science. (2026). Hibiscus sabdariffa L. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.

Scroll to top