กระวาน

กระวาน

กระวาน เป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีความสำคัญในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการใช้ ผลแก่ เป็นยาขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด และใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร กระวานไทยพบมากในพื้นที่ป่าชื้นและพื้นที่เพาะปลูกของภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีการใช้กระวานในตำรับยาไทยและผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และน้ำมันหอมระเหย

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: เอกสารไทยหลายแหล่งรวมถึงตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยใช้ชื่อ Wurfbainia testacea (Ridl.) Škorničk. & A.D. Poulsen และระบุชื่อพ้อง Amomum testaceum และ Amomum krervanh ขณะที่ฐานข้อมูล Kew และ e-Flora of Thailand ปัจจุบันรับรอง Wurfbainia vera (Blackw.) Škorničk. & A.D. Poulsen เป็นชื่อที่ยอมรับสำหรับ Amomum krervanh ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรระบุชื่อที่ใช้ในตำรายาไทยควบคู่กับชื่ออนุกรมวิธานปัจจุบัน เพื่อป้องกันความสับสนระหว่างกระวานไทยกับกระวานเทศ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กระวาน
  • ชื่อท้องถิ่น: กระวานขาว, กระวานดำ, กระวานแดง, กระวานจันทร์, กระวานโพธิสัตว์ และในบางพื้นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ปล้าก้อ
  • ชื่อสามัญ: Siam Cardamom, Round Siam Cardamom, Camphor Seed, Round Cardamom
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในตำรายาไทย: Wurfbainia testacea (Ridl.) Škorničk. & A.D. Poulsen
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารเดิม: Amomum testaceum Ridl., Amomum krervanh Pierre ex Gagnep.
  • ชื่อที่ Kew ยอมรับสำหรับ Amomum krervanh: Wurfbainia vera (Blackw.) Škorničk. & A.D. Poulsen
  • วงศ์: Zingiberaceae
  • ประเภทพืช: ไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดิน
  • ลักษณะเด่น: ผลแก่มีรูปร่างค่อนข้างกลม มีประมาณ 3 พู เมล็ดสีเข้มและมีกลิ่นหอม
  • รสตามตำรายาไทย: เผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม
  • กลุ่มการใช้ทางสมุนไพร: ยาขับลม ยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด และยาบำรุงธาตุ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าทอดไปตามพื้นดิน ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบซ้อนกัน กระวานไทยสามารถสูงประมาณ 2–4 เมตร โดย e-Flora of Thailand ระบุความสูงของ Wurfbainia vera ประมาณ 2.3–4 เมตร
  • เหง้า: เหง้าสั้นหรือทอดอยู่ใกล้ผิวดิน สีขาว และสามารถแตกหน่อใหม่ได้ จึงทำให้ต้นกระวานขึ้นเป็นกอ
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบมีลักษณะรูปขอบขนานถึงรูปหอก ปลายใบแหลม ผิวใบค่อนข้างเรียบ ไม่มีหรือมีก้านใบสั้นมาก
  • ดอก: ช่อดอกแทงออกจากเหง้าใกล้โคนต้น ช่อมีลักษณะเป็นทรงกระบอกถึงรูปกรวย ดอกมีสีขาวหรือเหลืองนวล โดยกลีบปากมีแถบสีเหลืองเป็นลักษณะเด่น
  • ผล: เป็นผลแห้งแตก รูปร่างกลมหรือค่อนข้างกลม มีประมาณ 3 พู ผิวมีเส้นตามยาว เมื่อแก่มีสีขาวนวลถึงน้ำตาลอ่อน
  • เมล็ด: มีจำนวนมาก แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามพูของผล เมล็ดแก่มีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: กระวานไทยในกลุ่ม Wurfbainia vera มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการกระจายพันธุ์ในไทย กัมพูชา เวียดนาม และสุมาตรา
  • ในประเทศไทย: พบในพื้นที่ป่าชื้น โดยเฉพาะบริเวณภูเขาและพื้นที่ที่มีร่มเงา
  • แหล่งปลูกสำคัญ: จังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งผลิตกระวานเชิงการค้าที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว
  • สภาพแวดล้อม: ชอบพื้นที่ชื้น มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ และดินที่มีอินทรียวัตถุสูง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด แต่ในทางปฏิบัติของเกษตรกรไทยนิยม แยกหน่อหรือใช้ต้นกล้าที่เกิดจากเมล็ดบริเวณโคนกอ มากกว่า
  • การขยายพันธุ์ตามภูมิปัญญาเกษตรกร: เมล็ดจากผลแก่ร่วงลงบริเวณโคนต้นและงอกเป็นต้นกล้า เกษตรกรสามารถขุดต้นกล้าเหล่านี้ไปปลูกได้ เรียกว่า “หน่อหางเหยี่ยว”
  • ช่วงปลูก: นิยมปลูกในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม
  • ระยะปลูก: ประมาณ 2 × 2 เมตรในระบบปลูกที่ใช้ในพื้นที่ผลิตเชิงการค้า
  • สภาพแสง: ต้องการร่มเงาค่อนข้างมาก ไม่ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดจัดตลอดวัน
  • ดิน: เหมาะกับดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำได้ดีแต่สามารถเก็บความชื้นได้
  • การดูแล: ควบคุมวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ และรักษาความชื้นในดิน โดยไม่ควรให้เกิดน้ำขัง
  • การให้ผลผลิต: กระวานเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 4–5 ปี ขึ้นอยู่กับวิธีขยายพันธุ์และสภาพแวดล้อม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ผลแก่: เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลักในตำรายาไทย
  • เมล็ด: ใช้ในทางสมุนไพรและเป็นแหล่งสำคัญของน้ำมันหอมระเหย
  • ผลแห้ง: ใช้เป็นเครื่องยาและเครื่องเทศ
  • ส่วนอื่น ๆ: ในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่มีการใช้ใบ เหง้า หน่อ และราก แต่หลักฐานและมาตรฐานการใช้แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำมาใช้แทนผลแก่ที่เป็นส่วนยาหลักโดยไม่มีข้อมูลกำกับ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ผลแก่: รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ใช้เป็นยาขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด และช่วยบำรุงธาตุตามแนวทางการแพทย์แผนไทย
  • ระบบทางเดินอาหาร: ใช้บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยและอาการที่เกี่ยวข้องกับลมในระบบทางเดินอาหาร
  • ขับเสมหะ: ตำรายาไทยจัดกระวานเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเกี่ยวกับการขับลมและเสมหะ
  • ใช้ร่วมกับยาถ่าย: มีการใช้ผลกระวานร่วมกับยาถ่าย เช่น มะขามแขก เพื่อช่วยลดอาการไซ้ท้อง
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของกระวานเพื่อแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ขับปัสสาวะ และใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยหลายชนิด

ข้อควรเข้าใจ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่ากระวานสามารถรักษาโรคเฉพาะอย่างได้ในทางการแพทย์สมัยใหม่

วิธีใช้

  • ใช้สำหรับอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด: ใช้ผลแก่จัดประมาณ 0.6–2 กรัม หรือประมาณ 6–10 ผล ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือประมาณครึ่งถ้วยแก้ว แล้วรับประทานครั้งเดียว
  • อีกวิธีหนึ่ง: ผลแก่จัดตากแห้ง บดเป็นผง ใช้ประมาณ 1–2 กรัม ชงกับน้ำอุ่น
  • การใช้ในตำรับยา: กระวานสามารถใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทยหลายชนิด โดยปริมาณและวิธีใช้ขึ้นอยู่กับสูตรตำรับนั้น ๆ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กระวานไม่ได้จำเป็นต้องปรากฏในบัญชียาจากสมุนไพรในฐานะ “ยาเดี่ยว” แต่ ผลกระวานเป็นตัวยาประกอบในตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ เช่น

  • ยาประสะเจตพังคี: มีลูกกระวานเป็นส่วนประกอบ และใช้สำหรับแก้กษัยจุกเสียดและขับผายลม
  • ยาประสะกานพลู: มีลูกกระวานและใบกระวานเป็นส่วนประกอบ ใช้บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย
  • กระวานยังปรากฏเป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทยอื่น ๆ ที่ใช้สำหรับกลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหารและระบบลม

สารสำคัญ

  • น้ำมันหอมระเหย: เป็นองค์ประกอบสำคัญของผลกระวาน โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่าองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1,8-cineole (eucalyptol), β-pinene และ borneol
  • 1,8-cineole (eucalyptol): เป็นสารระเหยที่มีส่วนสำคัญต่อกลิ่นหอมเฉพาะตัวของกระวาน
  • สารกลุ่มเทอร์พีน: พบสาร เช่น camphene, p-cymene, limonene, α-pinene และ α-terpineol
  • สารกลุ่มฟีนอลิกและสารทุติยภูมิอื่น ๆ: มีรายงานในงานวิจัยของสกุล Amomum/Wurfbainia หลายชนิด และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ

หมายเหตุ: ปริมาณและสัดส่วนของน้ำมันหอมระเหยอาจแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ แหล่งปลูก อายุผล วิธีเก็บเกี่ยว และวิธีสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยของ Amomum krervanh ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารจำนวนมากของกระวานไทย พบสารออกฤทธิ์จากผลหลายกลุ่ม และมีรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ต้านมาลาเรีย ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเรียบ ในระดับการทดลอง
  • มีรายงานสารกลุ่ม kravanhins จากผล Amomum kravanh ที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้าง nitric oxide ในแบบจำลองการอักเสบระดับเซลล์
  • งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยของ Wurfbainia vera รายงานว่ามี eucalyptol เป็นองค์ประกอบหลัก และแสดงฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในแบบจำลองห้องปฏิบัติการ
  • อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์สำหรับ กระวานไทยโดยเฉพาะ ยังมีจำกัด จึงควรแยกผลการศึกษาของกระวานไทยออกจากงานวิจัยของกระวานเทศ (Elettaria cardamomum) ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน

เภสัชวิทยา

จากข้อมูลการทดลองพบแนวโน้มฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกระวานและสารสกัด ได้แก่

  • ฤทธิ์ขับลม: สอดคล้องกับการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในการบรรเทาท้องอืดและแน่นท้อง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดบางชนิดสามารถยับยั้งเชื้อจุลชีพบางชนิดในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: พบในแบบจำลองเซลล์และสารสกัดบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: พบในงานทดลองของสารสกัดและน้ำมันหอมระเหย
  • ฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเรียบ: มีรายงานจากการศึกษาของ Amomum krervanh
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย: มีรายงานจากสารที่แยกได้จากผลในงานทดลองกับ Plasmodium falciparum

ผลเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น หลักฐานระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากระวานสามารถใช้รักษาโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • การใช้ ผลกระวานในปริมาณที่ใช้เป็นเครื่องเทศหรือในตำรับยาแผนไทยตามขนาดที่กำหนด โดยทั่วไปมีประวัติการใช้มายาวนาน
  • ข้อมูลด้านพิษวิทยาเฉพาะของกระวานไทยยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกจำนวนมาก
  • ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุชนิดพืชและส่วนที่ใช้ชัดเจน เนื่องจากชื่อ “กระวาน” สามารถหมายถึงพืชหลายชนิดในวงศ์ Zingiberaceae
  • น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นไม่ควรรับประทานเอง โดยไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวและต้องใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กระวานในขนาดสูง
  • หากมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง ถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง หรืออาการท้องอืดเรื้อรัง ควรพบแพทย์แทนการใช้สมุนไพรต่อเนื่อง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

หลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระวานไทยกับยาโดยตรงยังมีไม่มาก จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยกับยาทุกชนิด

  • การรับประทานเป็นเครื่องเทศในอาหารมีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยาน้อยกว่าการใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น
  • ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดความดันโลหิต หรือยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระวานในปริมาณสูง เนื่องจากข้อมูลฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกระวานและพืชในกลุ่มเดียวกันอาจมีผลต่อระบบดังกล่าว แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอสำหรับการระบุปฏิกิริยาที่แน่นอนในกระวานไทย
  • หากใช้ยาประจำหลายชนิด ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

การใช้ในอาหาร

  • ผลแก่แห้ง: ใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับแต่งกลิ่นและรสอาหาร
  • เมล็ด: ใช้แต่งกลิ่นอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ขนม
  • เหง้าอ่อนและผลอ่อน: ในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่นำมาประกอบอาหาร เช่น ต้ม แกง และผัด
  • ยอดและหน่ออ่อน: สามารถนำมารับประทานเป็นผักหรือใช้ประกอบอาหารในบางท้องถิ่น
  • น้ำมันหอมระเหย: ใช้แต่งกลิ่นอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งรส

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ใช้ผลแห้งและผงกระวานเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและตำรับยา
  • เครื่องเทศ: ผลแห้งและเมล็ดใช้เป็นเครื่องเทศ
  • น้ำมันหอมระเหย: ใช้แต่งกลิ่นอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
  • เครื่องสำอาง: น้ำมันหอมระเหยกระวานสามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบด้านกลิ่นหอม
  • ผลิตภัณฑ์น้ำหอม: กลิ่นหอมของน้ำมันกระวานเหมาะสำหรับใช้เป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ให้กลิ่นหอม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • อายุเริ่มเก็บเกี่ยว: โดยทั่วไปเริ่มเก็บผลผลิตได้เมื่อกอมีอายุประมาณ 4–5 ปี
  • ช่วงเก็บเกี่ยว: ในพื้นที่ผลิตของจังหวัดจันทบุรี มีรายงานการเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม ส่วนข้อมูลด้านสมุนไพรระบุช่วงการเก็บผลแก่ประมาณเดือนสิงหาคม–มีนาคม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่และฤดูกาล
  • การเก็บเกี่ยว: ควรเก็บผลที่แก่จัดแต่ยังมีคุณภาพดี แล้วนำมาแยกสิ่งปนเปื้อนและก้านผล
  • การทำแห้ง: ภูมิปัญญาในพื้นที่ผลิตใช้การย่างหรือรมความร้อนเพื่อทำให้ผลแห้ง ขณะที่การเตรียมเครื่องยาสามารถใช้การตากหรือทำให้แห้งด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม
  • การเก็บรักษา: เก็บผลแห้งในภาชนะหรือถุงที่สะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน และเก็บในบริเวณที่แห้งและมีอากาศถ่ายเท
  • ควรหลีกเลี่ยงความชื้น เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราและทำให้คุณภาพน้ำมันหอมระเหยลดลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระวานเป็นสมุนไพรที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดจันทบุรี มีการปลูกกระวานในบริเวณป่าที่มีร่มเงาและความชื้นสูง รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์ทั้งด้านอาหารและยา

  • ผลแก่: ตากแห้งใช้เป็นเครื่องเทศและยาขับลม
  • หน่ออ่อนและยอดอ่อน: ใช้ประกอบอาหาร
  • ผลอ่อน: ใช้ต้ม แกง หรือผัด
  • เหง้า: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
  • การผลิต: เกษตรกรในจันทบุรีมีการขยายพันธุ์ด้วยหน่อ และใช้ระบบปลูกที่เลียนแบบสภาพป่าธรรมชาติ

ประวัติและวัฒนธรรม

กระวานเป็นเครื่องเทศที่มีการใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน ทั้งในอาหารและการแพทย์แผนดั้งเดิม โดยผลกระวานมีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน จึงได้รับความนิยมทั้งในฐานะเครื่องเทศและเครื่องยา

ในประเทศไทย กระวานจันทบุรี มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยพื้นที่บริเวณเขาสอยดาวและพื้นที่ใกล้เคียงมีการผลิตกระวานเชิงการค้า และมีการสืบทอดวิธีการปลูก การเก็บเกี่ยว และการทำแห้งจากเกษตรกรในพื้นที่

สถานะการอนุรักษ์

  • สำหรับ Wurfbainia vera ฐานข้อมูล Kew ระบุสถานะจากข้อมูล IUCN ว่า Data Deficient (DD) คือมีข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับประเมินระดับความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างชัดเจน
  • ในขณะเดียวกัน แบบจำลองประเมินความเสี่ยงของพืชดอกในฐานข้อมูล Kew ประเมินว่าไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม โดยมีระดับความเชื่อมั่นสูง
  • กระวานที่ปลูกในประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการ อนุรักษ์พันธุกรรมพันธุ์พื้นเมือง การปลูกทดแทน และการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งพันธุกรรมดั้งเดิม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Zingiberales
  • วงศ์ (Family): Zingiberaceae
  • สกุล (Genus): Wurfbainia
  • ชนิด (Species): Wurfbainia vera (Blackw.) Škorničk. & A.D. Poulsen

ชื่อที่ใช้ในตำรายาไทย: Wurfbainia testacea (Ridl.) Škorničk. & A.D. Poulsen
ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Amomum testaceum Ridl.; Amomum krervanh Pierre ex Gagnep.

ปัจจุบันมีความแตกต่างระหว่างฐานข้อมูลอนุกรมวิธานบางแห่งกับเอกสารมาตรฐานยาสมุนไพรไทย ดังนั้นเว็บไซต์ควรเก็บ ชื่อวิทยาศาสตร์เดิมและชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันเป็นข้อมูลกำกับ เพื่อให้ค้นหาได้ทั้งจากเอกสารเก่าและฐานข้อมูลสมัยใหม่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิชาการเกษตร. (2554). การผลิตและการตลาดกระวานและเร่วในพื้นที่ภาคตะวันออก. กรมวิชาการเกษตร.
  2. กรมวิชาการเกษตร, สถาบันวิจัยพืชสวน. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลกระวาน. กรมวิชาการเกษตร.
  3. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักยาและวัตถุเสพติด. (ม.ป.ป.). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: กระวาน (KRAWAN). กระทรวงสาธารณสุข.
  4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์. (2564). กระวานไทย.
  5. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2566). กระวาน สมุนไพรเครื่องเทศ.
  6. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลรายการอาหารที่อนุญาตให้ใช้ส่วนของพืช. กระทรวงสาธารณสุข.
  7. de Boer, H., Newman, M., Poulsen, A. D., Droop, A. J., Fér, T., Hiên, L. T. T., Hlaváta, K., Lamxay, V., Richardson, J. E., Steffen, K., & Leong-Škornicková, J. (2018). Convergent morphology and phylogenetic relationships of Amomum and related genera in Zingiberaceae. Taxon, 67(1), 6–26.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Wurfbainia vera (Blackw.) Škorničk. & A.D. Poulsen. Plants of the World Online.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Elettaria cardamomum (L.) Maton. Plants of the World Online.
  10. Wang, X.-D., et al. (2025). Analysis of chemical composition, antibacterial activity, antioxidant properties, and cytotoxicity of essential oils from four plant fruits. Microbial Pathogenesis, 209, 108133. https://doi.org/10.1016/j.micpath.2025.108133
  11. Win, N. N., et al. (2013). Phytochemical and biological studies of Amomum species. ข้อมูลสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพของกลุ่ม Amomum.
  12. Plant Resources of South-East Asia (PROSEA). (n.d.). Amomum krervanh Pierre ex Gagnep. PROSEA Handbook of Medicinal and Poisonous Plants.

 

Scroll to top