ขี้ตุ่น

ขี้ตุ่น

ขี้ตุ่น

ขี้ตุ่น เป็นไม้พุ่มสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่พบได้ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และพื้นที่ค่อนข้างแห้ง ชื่อ “ขี้ตุ่น” สันนิษฐานว่ามาจากลักษณะของผลที่มีรูปร่างคล้ายมูลของตัวตุ่น สมุนไพรชนิดนี้มีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไป เช่น ปอขี้ไก่ ปอเต่าไห้ ไม้หมัด ป่าเหี้ยวหมอง หญ้าหางอ้น เข้ากี่น้อย และขี้อ้น โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Helicteres angustifolia L. และปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ Malvaceae

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขี้ตุ่น
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Helicteres angustifolia L.
  • ชื่อวงศ์ : Malvaceae
  • ชื่ออื่น : ปอขี้ตุ่น, ปอขี้ไก่, ปอเต่าไห้, ไม้หมัด, ป่าเหี้ยวหมอง, หญ้าหางอ้น, เข้ากี่น้อย, ปอมัดโป, ขี้อ้น และยำแย่
  • ชื่อท้องถิ่น : ภาคเหนือพบชื่อป่าเหี้ยวหมองและหญ้าหางอ้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบชื่อขี้ตุ่น ไม้หมัด ปอขี้ไก่ และปอเต่าไห้ ภาคตะวันออกพบชื่อเข้ากี่น้อย ภาคตะวันตกเฉียงใต้พบชื่อขี้อ้น และภาคใต้พบชื่อยำแย่
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่นำราก ใบ และส่วนเหนือดินมาใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1–2 เมตร และอาจสูงได้ถึงประมาณ 3 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน และมีขนรูปดาวปกคลุมเกือบทุกส่วนของต้น
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ขนาดประมาณ 3–15 × 1–4 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบอาจเรียบ และมีเส้นใบจากโคนใบเด่นชัด 3 เส้น
  • ดอก : ออกบริเวณซอกใบเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อสั้น กลีบดอกมีสีชมพูอ่อน สีม่วงอ่อน หรือออกน้ำเงินอมม่วง โดยมี 5 กลีบ
  • เกสร : มีเกสรเพศผู้ 15 อัน เชื่อมติดกับก้านเกสรเพศผู้เป็นคอลัมน์ ลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของสกุล Helicteres
  • ผล : เป็นผลแห้งรูปทรงกระบอก มีประมาณ 5 สันตามยาว มีขนปกคลุม และเมื่อแก่จะแตกตามแนวยาว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
  • เมล็ด : มีขนาดเล็ก จำนวนมาก อยู่ภายในผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขี้ตุ่นมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย โดยพบตั้งแต่จีนตอนใต้ อินโดจีน คาบสมุทรมลายู ไปจนถึงฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศไทย เวียดนาม เมียนมา ลาว กัมพูชา และพื้นที่ใกล้เคียง

ในประเทศไทยมีรายงานพบในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ โดยมักขึ้นในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าแห้ง และบริเวณพื้นที่เปิด

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : มีข้อมูลภูมิปัญญาการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยเก็บเมล็ดจากผลแก่แล้วนำไปเพาะ
  • สภาพแวดล้อม : ขี้ตุ่นเป็นพืชที่พบตามธรรมชาติในพื้นที่ค่อนข้างแห้งและมีแสงแดด โดยสามารถพบในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ
  • การดูแล : ควรปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นปานกลาง และได้รับแสงแดดเพียงพอ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้เป็นสมุนไพรในตำรับพื้นบ้านหลายพื้นที่ โดยนำไปต้มหรือเข้าตำรับกับสมุนไพรชนิดอื่น
  • ใบ : มีการใช้ภายนอก โดยเฉพาะการนำใบมาตำหรือบดเพื่อพอกบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน : พบการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ โดยนำมาต้มน้ำดื่มหรือเข้าตำรับยา

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ข้อมูลต่อไปนี้เป็น การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นสรรพคุณที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก

  • ใบ : ตำหรือบดใช้พอกบริเวณคางทูมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ราก : ต้มน้ำดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อใช้แก้หวัดและอาการร้อนใน
  • ต้นหรือทั้งต้น : ต้มน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องหรือปวดท้องเกร็ง และใช้เป็นยาขับเสมหะในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ราก : ใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว หรือที่เรียกว่า “ยากษัยเส้น”
  • ราก : ในภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน มีการใช้รากโดยฝนหรือเตรียมเป็นยาเพื่อรักษาฝีหรือฝีหนอง
  • ตำรับยาไทย : มีรายงานการนำรากขี้ตุ่นเข้าตำรับร่วมกับรากตูมขาว รากชะมวง และลำต้นกำแพงเจ็ดชั้น แล้วต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย

วิธีใช้

การใช้ขี้ตุ่นในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีหลายรูปแบบ เช่น

  • ต้มเป็นน้ำสมุนไพร : ใช้รากหรือต้นที่เตรียมไว้ ต้มกับน้ำแล้วนำมาดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
  • เข้าตำรับยา : ใช้รากเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น
  • ใช้ภายนอก : ใบสดนำมาตำหรือบดเพื่อพอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

หมายเหตุ : ยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานของขี้ตุ่นสำหรับประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดยาด้วยตนเอง

สารสำคัญ

การศึกษาทางเภสัชเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Helicteres angustifolia โดยเฉพาะ สารกลุ่มไตรเทอร์พีน (triterpenoids) และสารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน รวมถึงสารประกอบอื่น ๆ

สารที่มีรายงานการแยกและระบุโครงสร้าง ได้แก่ methyl helicterate, 3β-acetoxybetulinic acid, betulinic acid, cucurbitacin B, cucurbitacin D, β-sitosterol, daucosterol, oleanolic acid, helicteric acid และ helicterilic acid เป็นต้น

งานวิจัยด้านชีวสังเคราะห์ยังระบุว่า betulinic acid, oleanolic acid, helicteric acid และ helicterilic acid เป็นสารสำคัญที่น่าสนใจของพืชชนิดนี้ โดยเฉพาะไตรเทอร์พีนบางชนิดที่พบเด่นในสกุล Helicteres

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของขี้ตุ่นส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับ สารสกัด เซลล์ทดลอง และสัตว์ทดลอง ยังมีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์จำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าขี้ตุ่นสามารถใช้รักษาโรคแทนยาแผนปัจจุบันได้

งานวิจัยสำคัญที่พบ ได้แก่

  • การศึกษารากพบสารประกอบทางเคมีจำนวนหลายชนิด รวมถึงไตรเทอร์พีนและคิวเคอร์บิทาซินหลายชนิด
  • การศึกษาสารสกัดจากรากพบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับห้องปฏิบัติการ และมีการศึกษาฤทธิ์ต้านเนื้องอกในสัตว์ทดลอง
  • งานวิจัยปี 2025 รายงานว่าสารสกัดเอทิลอะซีเตตจากรากมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และในหนูทดลองเบาหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและปรับปรุงความทนต่อกลูโคสได้
  • งานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพบสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน ไตรเทอร์พีน และพอลิแซ็กคาไรด์ พร้อมกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตในหลอดทดลอง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากหลักฐานที่มีอยู่ พบการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในสารสกัดจากรากและสารสกัดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารประกอบบางชนิดจาก H. angustifolia สามารถลดการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS ได้ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : สารสกัดและสารประกอบบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง และมีการศึกษาระดับสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : สารสกัดจากรากมีฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase และแสดงผลลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ : มีรายงานจากงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ขี้ตุ่น (Helicteres angustifolia) ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับขนาดที่เหมาะสม การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน และอาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทาน

มีแหล่งข้อมูลภูมิปัญญาไทยระบุว่า สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานขี้ตุ่น เนื่องจากมีความเชื่อว่าอาจกระตุ้นให้เกิดการแท้งได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ระหว่างตั้งครรภ์จนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน

ไม่ควรนำสารสกัดจากงานวิจัยมาใช้แทนยารักษาโรค เนื่องจากสารสกัดในงานวิจัยมีวิธีเตรียมและขนาดที่แตกต่างจากการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน

ข้อห้ามใช้

  • สตรีมีครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เนื่องจากมีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านระบุว่าอาจมีผลต่อการตั้งครรภ์และอาจทำให้แท้ง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาประจำ : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • เด็กและผู้สูงอายุ : ไม่ควรใช้ในรูปแบบรับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลด้านขนาดและความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างขี้ตุ่นกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าสารสกัดจากรากมีฤทธิ์ต่อระบบที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดในการทดลอง จึงควรใช้ความระมัดระวังหากนำไปใช้ร่วมกับ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการประเมินความเสี่ยงในมนุษย์

การใช้ในอาหาร

ไม่พบข้อมูลน่าเชื่อถือเพียงพอที่สนับสนุนการใช้ ขี้ตุ่นเป็นผักหรืออาหารทั่วไป จึงควรแยกการใช้เป็นสมุนไพรออกจากการใช้เป็นอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ยังไม่พบข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์มาตรฐานในประเทศไทยที่ใช้ Helicteres angustifolia เป็นวัตถุดิบหลัก จึงไม่ควรกล่าวอ้างว่าขี้ตุ่นเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้รับอนุญาตโดยไม่มีข้อมูลทะเบียนผลิตภัณฑ์รองรับ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และมีการระบุชนิดพืชถูกต้อง
  • การเตรียมวัตถุดิบ : ล้างดินและสิ่งสกปรกออก หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งในสภาพที่ป้องกันความชื้นและสิ่งปนเปื้อน
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา
  • การเก็บจากธรรมชาติ : ควรเก็บอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ถอนต้นจำนวนมากจากพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อรักษาประชากรพืชในท้องถิ่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขี้ตุ่นเป็นพืชที่มีชื่อแตกต่างกันมากตามภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากพืชในชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ

มีรายงานภูมิปัญญาการใช้ รากขี้ตุ่นเป็นส่วนประกอบของตำรับยา และการใช้ต้นหรือรากต้มน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการบางอย่าง ขณะที่บางชุมชนใช้ใบภายนอกเพื่อพอกบริเวณที่มีอาการ

งานศึกษาภูมิปัญญาของกลุ่มลาวอีสานในจังหวัดมหาสารคามยังพบการใช้รากขี้ตุ่นในบริบทการรักษาฝีหรือการติดเชื้อ ซึ่งเป็นข้อมูลด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ที่ช่วยสะท้อนความสำคัญของพืชชนิดนี้ต่อชุมชน

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “ขี้ตุ่น” มีความเกี่ยวข้องกับลักษณะของผลที่ชาวบ้านมองว่าคล้ายมูลของตัวตุ่น จึงเกิดเป็นชื่อเรียกพื้นบ้าน ขณะที่ชื่ออื่น ๆ เช่น ปอขี้ไก่ ปอเต่าไห้ และขี้อ้น แสดงให้เห็นความหลากหลายของชื่อพืชตามภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น

ขี้ตุ่นยังมีความสำคัญในด้าน ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย เนื่องจากมีการนำรากและส่วนต่าง ๆ ของต้นเข้าตำรับยา โดยชื่อ “ขี้ตุ่น” ในบริบทตำรายาสมุนไพรหมายถึงพืชชนิดนี้ ไม่ได้หมายถึงมูลของสัตว์

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุ Helicteres angustifolia เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับ และการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่าคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม (not threatened) พร้อมระดับความเชื่อมั่นค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากประชากรตามธรรมชาติควรคำนึงถึงการทำลายถิ่นอาศัยและการเก็บรากซึ่งทำให้ต้นตายได้ จึงควรส่งเสริมการปลูกขยายพันธุ์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรแทนการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Vascular plants) : Tracheophyta / Streptophyta ตามระบบฐานข้อมูลที่ใช้อ้างอิง
  • กลุ่มพืชดอก (Angiosperms) : Angiosperms
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida ในระบบอนุกรมวิธานของ Kew
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Malvales
  • วงศ์ (Family) : Malvaceae
  • สกุล (Genus) : Helicteres L.
  • ชนิด (Species) : Helicteres angustifolia L.

ปัจจุบัน Kew และ World Flora Online ยอมรับชื่อ Helicteres angustifolia L. เป็นชื่อที่ถูกต้องของชนิดนี้ ขณะที่ชื่อบางชื่อที่เคยใช้ในอดีตถูกจัดเป็นชื่อพ้อง

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ ขี้ตุ่น (Helicteres angustifolia L.) ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกันหลายประการ ได้แก่

  • ลำต้น : ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1–2(3) เมตร
  • ขน : ลำต้น กิ่ง และส่วนต่าง ๆ มีขนรูปดาว
  • ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก มีเส้นใบจากโคน 3 เส้น
  • ดอก : ดอกบริเวณซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีชมพูหรือม่วงอ่อน
  • เกสร : มีเกสรเพศผู้ 15 อัน
  • ผล : ผลแห้งทรงกระบอก มี 5 สันตามยาว มีขน และแตกเมื่อแก่

สำหรับการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพรในระดับห้องปฏิบัติการ ควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้แห้งที่มีหมายเลขตัวอย่าง (voucher specimen) ร่วมกับการตรวจลักษณะทางสัณฐานวิทยาและการวิเคราะห์ทางเภสัชเวทหรือสารเคมี เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุล Helicteres ชนิดอื่น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Helicteres angustifolia L. e-Flora of Thailand.
  2. คมชัดลึก. (2560, 29 พฤษภาคม). ขี้ตุ่น ใบใช้พอกแก้คางทูม.
  3. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2568, 6 ตุลาคม). ขี้ตุ่น จีนสนใจแต่ไทยมองเป็นวัชพืช!.
  4. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). รายงานการสำรวจและศึกษาพรรณพืชในพื้นที่.
  5. Chen, W., Tang, W., Lou, L., & Zhao, W. (2006). Pregnane, coumarin and lupane derivatives and cytotoxic constituents from Helicteres angustifolia. Phytochemistry, 67(10), 1041–1047. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2006.03.005
  6. Li, K., et al. (2015). In vitro and in vivo bioactivities of aqueous and ethanol extracts from Helicteres angustifolia L. root. Journal of Ethnopharmacology, 172, 61–69. https://doi.org/10.1016/j.jep.2015.06.007
  7. Tian, X., Zhao, Y., Zhang, A., Zhang, D., Ren, J., Bai, Y., Yang, X., Jantrawut, P., Cheng, D., & Zhang, J. (2025). Bioactivity-based analysis and chemical characterization of hypoglycemic components from Helicteres angustifolia L. Chemistry & Biodiversity, 22(2), e202401765. https://doi.org/10.1002/cbdv.202401765
  8. Wei, Y., Wang, G., Zhang, X., Wang, Y., & Ye, W. (2011). Studies on chemical constituents in roots of Helicteres angustifolia. Zhongguo Zhong Yao Za Zhi, 36(9), 1193–1197.
  9. Yang, X., Lei, Z., Yu, Y., Xiao, L., Cheng, D., & Zhang, Z. (2019). Phytochemical characteristics of callus suspension culture of Helicteres angustifolia L. and its in vitro antioxidant, antidiabetic and immunomodulatory activities. South African Journal of Botany, 121, 178–185. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2018.11.006
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Helicteres angustifolia L. Plants of the World Online.
Scroll to top