คื่นไช่ (ขึ้นฉ่าย)
คื่นไช่ หรือที่นิยมเขียนว่า ขึ้นฉ่าย และ คื่นไฉ่ เป็นผักสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยมใช้ทั้งเป็นผักรับประทานและเครื่องปรุงอาหาร โดยเฉพาะอาหารจีนและอาหารไทย นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ยังมีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในด้านการขับปัสสาวะ บรรเทาอาการปวด และช่วยดูแลภาวะความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของการใช้เพื่อรักษาโรคยังมีความแตกต่างกันตามส่วนของพืชและรูปแบบสารสกัด จึงไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : คื่นไช่, ขึ้นฉ่าย, คื่นไฉ่
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Apium graveolens L.
- ชื่อสามัญ : Celery, Wild celery, Smallage
- วงศ์ : Apiaceae หรือ Umbelliferae (วงศ์ผักชี)
- ส่วนที่นิยมใช้ : ทั้งต้น ใบ ก้านใบ ราก และผลแก่ซึ่งมักเรียกว่าเมล็ดขึ้นฉ่าย
- ลักษณะเด่น : เป็นพืชล้มลุกหรือพืชอายุสองปี มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ก้านใบยาว และใบประกอบ
- ชื่อท้องถิ่นที่พบในประเทศไทย : ผักปิ๋ม, ผักข้าวปืน, ผักปืน และชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเรียกแบบจีน
คำว่า “ขึ้นฉ่าย” เป็นรูปสะกดที่พบในเอกสารไทยมาก ขณะที่ “คื่นไฉ่” และ “คื่นไช่” เป็นคำที่ใช้ค้นหาบนอินเทอร์เน็ตเช่นกัน ดังนั้นสำหรับการทำ SEO สมุนไพร สามารถใช้คำเหล่านี้เป็นคำค้นรองร่วมกับชื่อวิทยาศาสตร์ Apium graveolens L.
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นพืชล้มลุก โดยลักษณะของพืชอาจสูงประมาณ 30–60 เซนติเมตร มีกลิ่นหอมชัดเจน ลำต้นและก้านใบมีลักษณะเป็นร่อง และแตกกอจากบริเวณโคนต้น
- ใบ : ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อยหลายใบ รูปร่างค่อนข้างหยักหรือมีขอบหยัก ก้านใบยาว และเป็นส่วนสำคัญที่นิยมรับประทาน
- ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มประกอบ (compound umbel) ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวอมขาวถึงขาว
- ผล : เป็นผลแห้งแบบ schizocarp เมื่อแก่แยกออกเป็นผลย่อย 2 ซีก ผลมีขนาดเล็ก สีน้ำตาล รูปกลมหรือรูปไข่ค่อนข้างแบนด้านข้าง มีกลิ่นหอม และมีสันตามแนวยาวประมาณ 5 สันต่อผลย่อย
- เมล็ด : ในทางการค้าและการใช้สมุนไพร มักเรียกผลแก่แห้งว่า “เมล็ดขึ้นฉ่าย” โดยส่วนนี้มีน้ำมันหอมระเหยและสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
Apium graveolens มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติครอบคลุมบริเวณ เมดิเตอร์เรเนียนและยุโรป ไปจนถึงแอฟริกาเหนือและแถบเทือกเขาหิมาลัยตะวันตก ปัจจุบันมีการปลูกอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกในฐานะพืชผักและพืชเครื่องเทศ
ในประเทศไทยพบการปลูกขึ้นฉ่ายเป็นผักสวนครัวและพืชผักเชิงการค้า โดยเหมาะกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนจัด และกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าขึ้นฉ่ายเป็นหนึ่งในผักที่เจริญเติบโตได้ดีในช่วงอากาศเย็น
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- การเพาะกล้า : เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเล็ก สามารถเพาะในถาดเพาะหรือแปลงเพาะก่อนย้ายปลูก กรมวิชาการเกษตรมีตัวอย่างการเพาะเมล็ดขึ้นฉ่ายในถาดหลุม โดยต้นกล้าสามารถเริ่มงอกประมาณ 7 วัน และย้ายปลูกเมื่อกล้ามีความแข็งแรงตามสภาพฤดูกาล
- การหว่านเมล็ด : สามารถหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรง ควรหว่านให้สม่ำเสมอ เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเล็ก
- ดิน : ควรใช้ดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และระบายน้ำได้ดี
- น้ำ : ต้องการความชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขัง เพราะอาจทำให้เกิดโรคเน่า
- แสง : ขึ้นฉ่ายไม่ชอบแสงแดดจัดมาก สามารถปลูกในบริเวณที่มีแสงรำไรหรือกึ่งร่มกึ่งแดดได้
- ระยะเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปสามารถเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่ายเป็นผักได้ประมาณ 60–90 วัน ขึ้นกับพันธุ์และสภาพการปลูก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ทั้งต้น : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะเพื่อช่วยขับปัสสาวะและใช้เกี่ยวข้องกับอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ
- ใบและก้านใบ : ใช้เป็นอาหารและนำมาคั้นเป็นเครื่องดื่มในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ราก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดตามข้อและโรคเกาต์
- ผลแก่/เมล็ด : เป็นส่วนที่พบการใช้เป็นสมุนไพรและเครื่องเทศมาก โดยเฉพาะในรูปผลแห้งหรือน้ำมันหอมระเหย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ช่วยขับปัสสาวะ : ทั้งต้นและเมล็ดมีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อส่งเสริมการขับปัสสาวะ
- ช่วยดูแลความดันโลหิต : มีการใช้ขึ้นฉ่ายเป็นอาหารและเครื่องดื่มในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- ช่วยบรรเทาอาการปวดและปวดตามข้อ : มีการใช้รากและส่วนอื่นของพืชในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะอาการปวดข้อและเกาต์
- ช่วยขับลม : เมล็ดมีการใช้เป็นยาขับลมและช่วยบรรเทาอาการไม่สบายในระบบทางเดินอาหาร
- ช่วยผ่อนคลาย : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นในรูปน้ำคั้นหรือเครื่องดื่มเพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับง่ายขึ้น
ข้อควรเข้าใจ: สรรพคุณข้างต้นจำนวนหนึ่งเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือการทดลอง ไม่ได้หมายความว่าขึ้นฉ่ายสามารถรักษาโรคเหล่านั้นได้ในมนุษย์โดยตรง
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร : รับประทานใบและก้านสด หรือนำไปผัด แกง ต้ม ทำซุป และใช้เป็นเครื่องปรุง
- น้ำคั้นขึ้นฉ่าย : ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้ทั้งต้นคั้นเป็นน้ำ โดยมีการระบุวิธีใช้และปริมาณแตกต่างกันไป
- ผลหรือเมล็ดแห้ง : ใช้เป็นเครื่องเทศหรือใช้เตรียมเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร
- สารสกัด : มีการศึกษาสารสกัดจากเมล็ดและส่วนต่าง ๆ ของขึ้นฉ่ายในงานวิจัย แต่ขนาดที่ใช้ในการวิจัยไม่ควรนำมาใช้เป็นคำแนะนำในการรักษาด้วยตนเอง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ ขึ้นฉ่ายไม่ได้เป็นสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้เป็นยาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรในลักษณะเดียวกับรายการยา เช่น ยาขมิ้นชัน ยาขิง ยาฟ้าทะลายโจร หรือยาหญ้าหนวดแมว โดยขึ้นฉ่ายมีการกล่าวถึงในประเทศไทยมากกว่าในฐานะอาหาร สมุนไพรพื้นบ้าน และส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร
สารสำคัญ
ขึ้นฉ่ายมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามพันธุ์ ส่วนของพืช สภาพแวดล้อม และวิธีสกัด
- 3-n-butylphthalide (3-n-BP หรือ 3nB) : เป็นสารกลุ่ม phthalide ที่ได้รับความสนใจในการศึกษาด้านหลอดเลือดและความดันโลหิต
- Sedanolide และ sedanonic anhydride : เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยและเกี่ยวข้องกับกลิ่นเฉพาะตัวของขึ้นฉ่าย
- Apigenin : ฟลาโวนอยด์ที่มีการศึกษาด้านฤทธิ์ทางชีวภาพหลายรูปแบบ
- Luteolin : ฟลาโวนอยด์ที่พบในขึ้นฉ่ายและมีการศึกษาด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ
- Apiin และ apigenin glycosides : กลุ่มสารฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์
- กรดฟีนอลิก : เช่น chlorogenic acid, caffeic acid, ferulic acid และ p-coumaric acid
- Furocoumarins และ coumarins : พบในบางส่วนของพืชและมีความสำคัญต่อประเด็นด้านความไวต่อแสง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยสมัยใหม่ให้ความสนใจกับ ขึ้นฉ่ายและความดันโลหิต มากเป็นพิเศษ
การทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสามฝ่าย และมีกลุ่มยาหลอกในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน 52 คน ใช้สารสกัดเมล็ดขึ้นฉ่าย 1.34 กรัมต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าค่าความดันตัวบนและตัวล่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการทดลอง และไม่พบความแตกต่างด้านอาการไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก อย่างไรก็ตาม การศึกษายังมีขนาดตัวอย่างไม่มากและเป็นการใช้สารสกัดเฉพาะรูปแบบ จึงไม่ควรสรุปว่าการรับประทานขึ้นฉ่ายทั่วไปให้ผลเทียบเท่ากัน
การทบทวนอย่างเป็นระบบและอภิมานในปี 2025 รวมการทดลองแบบสุ่ม 10 การศึกษา ผู้เข้าร่วมรวม 511 คน พบแนวโน้มว่าผลิตภัณฑ์จากขึ้นฉ่ายช่วยลดความดันโลหิตตัวบน ตัวล่าง ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร และไตรกลีเซอไรด์ได้ แต่ผู้วิจัยระบุว่ามีความแตกต่างระหว่างการศึกษาค่อนข้างสูงและขนาดตัวอย่างยังจำกัด จึงควรมีการศึกษาขนาดใหญ่และติดตามระยะยาวเพิ่มเติม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีการศึกษาฤทธิ์ของ Apium graveolens ในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และมนุษย์หลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ลดความดันโลหิต : สารสกัดจากเมล็ดและสารกลุ่ม phthalides โดยเฉพาะ 3-n-butylphthalide ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการคลายตัวของหลอดเลือด
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : เกี่ยวข้องกับสารกลุ่ม flavonoids และ phenolic compounds
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานจากการทดลองในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท : มีการศึกษาสารสกัดขึ้นฉ่ายต่อพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ความจำ และภาวะซึมเศร้าในสัตว์ทดลอง โดยผลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นข้อบ่งใช้รักษาในคน
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดมีรายงานฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ป้องกันแมลง : น้ำมันหอมระเหยจากขึ้นฉ่ายมีการศึกษาศักยภาพในการป้องกันยุง และอาจนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันแมลงได้
ความปลอดภัย
การรับประทานขึ้นฉ่ายในปริมาณอาหารโดยทั่วไปถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ สารสกัดเข้มข้น น้ำมันหอมระเหย หรือการใช้ในปริมาณสูง ควรระมัดระวังมากกว่าการรับประทานเป็นผัก
- ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Apiaceae อาจเกิดอาการแพ้ขึ้นฉ่าย ตั้งแต่ผื่นคันจนถึงอาการแพ้รุนแรง
- ขึ้นฉ่ายมีสารกลุ่ม furocoumarins และ psoralens ซึ่งอาจทำให้ผิวไวต่อรังสี UV และเกิด phytophotodermatitis โดยเฉพาะในผู้ที่สัมผัสพืชหรือผลิตผลในปริมาณมากและได้รับแสงแดด
- ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำควรระมัดระวังการใช้สารสกัด เพราะขึ้นฉ่ายอาจมีผลลดความดัน
- ผู้ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือปริมาณเข้มข้น เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ และมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นมดลูกจากการศึกษาบางประเภท
ข้อห้ามใช้
- ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ขึ้นฉ่าย หรือมีอาการแพ้พืชที่เกี่ยวข้อง
- หลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มี ความดันโลหิตต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดขนาดสูง
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังและใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดขึ้นฉ่าย
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ฐานข้อมูลสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุข้อมูลอันตรกิริยาของ ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) กับยาบางชนิด โดยพบข้อมูลว่า ขึ้นฉ่ายอาจเพิ่มฤทธิ์ของ diazepam ในระดับความรุนแรงน้อย และมีข้อมูลการศึกษาระดับหลอดทดลองเกี่ยวกับการยับยั้งเอนไซม์ CYP2C/CYP2C9/CYP3A4 และปฏิกิริยากับ tolbutamide
นอกจากนี้ มีข้อมูลจากการทบทวนทางวิชาการที่เสนอว่า ขึ้นฉ่ายอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin แต่หลักฐานดังกล่าวมีข้อจำกัดและควรตีความอย่างระมัดระวัง
ผู้ที่ใช้ ยาลดความดัน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยากล่อมประสาท หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดขึ้นฉ่ายในปริมาณสูง
การใช้ในอาหาร
ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่ใช้แพร่หลายในอาหารไทยและอาหารจีน โดยมีจุดเด่นคือกลิ่นหอมและรสเฉพาะตัว
- ใช้เป็นผักสด
- ใช้ปรุงต้มจืดและซุป
- ใช้ผัดกับเนื้อสัตว์และอาหารทะเล
- ใช้ในยำและอาหารจีน
- ใช้แต่งกลิ่นและเพิ่มความหอมให้อาหาร
- ใช้ก้านใบและใบเป็นส่วนประกอบของน้ำผักหรือเครื่องดื่ม
กรมวิชาการเกษตรระบุว่าขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารและมีวิตามินรวมถึงแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ บี ซี อี และเค รวมถึงโพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และเหล็ก
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องปรุง : ขึ้นฉ่ายสด ขึ้นฉ่ายแห้ง และผงขึ้นฉ่าย
- เครื่องดื่ม : น้ำขึ้นฉ่ายและเครื่องดื่มผัก
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร : สารสกัดจากเมล็ดหรือส่วนอื่นของขึ้นฉ่าย
- น้ำมันหอมระเหย : ใช้เป็นแหล่งสารให้กลิ่นและเป็นวัตถุดิบสำหรับศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ป้องกันแมลง : น้ำมันหอมระเหยจากขึ้นฉ่ายมีการศึกษาศักยภาพในการใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เก็บเกี่ยวเพื่อรับประทานเป็นผัก : โดยทั่วไปประมาณ 60–90 วัน ขึ้นกับพันธุ์ ฤดูกาล และระบบการปลูก
- เก็บเกี่ยวเมล็ด/ผล : ปล่อยให้ต้นออกดอกและผลแก่จนสมบูรณ์ ก่อนเก็บผลแห้ง
- การเก็บรักษาผักสด : ควรเก็บในสภาพเย็นและมีความชื้นเหมาะสม เพื่อลดการสูญเสียน้ำและการเหี่ยว
- การเก็บรักษาสมุนไพรแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนบรรจุ เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- การเก็บรักษาเมล็ดหรือผลแห้ง : ควรเก็บในภาชนะที่ป้องกันอากาศและความชื้น และไม่ควรเก็บในบริเวณที่มีความร้อนสูง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้รวบรวม ขึ้นฉ่าย ไว้ในหนังสือ สมุนไพรพื้นบ้านลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดตามภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน โดยมีการใช้ทั้งต้น ราก และเมล็ดในภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น ใช้เพื่อช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการปวด และใช้ในอาการเกี่ยวกับข้อและเกาต์
ในบางพื้นที่มีการนำทั้งต้นมาคั้นเป็นน้ำและรับประทานตามสูตรพื้นบ้าน อย่างไรก็ตาม วิธีใช้ดังกล่าวเป็น ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานทางการแพทย์ และไม่ควรนำไปใช้แทนการรักษาโรคความดันโลหิตหรือโรคหัวใจ
ประวัติและวัฒนธรรม
ขึ้นฉ่ายเป็นพืชที่มีประวัติการใช้เป็นทั้ง อาหาร เครื่องเทศ และสมุนไพร ในหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะในแถบยุโรป เมดิเตอร์เรเนียน และเอเชีย ปัจจุบันขึ้นฉ่ายได้รับการปลูกอย่างกว้างขวางทั่วโลก
ในประเทศไทย ขึ้นฉ่ายมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารจีนและอาหารไทย นิยมใช้เพิ่มกลิ่นหอมให้ซุป ผัด และอาหารประเภทต่าง ๆ จนกลายเป็นผักเครื่องปรุงที่พบได้ทั่วไปในตลาดและครัวเรือน
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูล IUCN Red List ที่ Kew Plants of the World Online นำมาแสดง Apium graveolens L. มีสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ ในระดับโลก
ทั้งนี้ สถานะดังกล่าวเป็นสถานะในระดับชนิดพันธุ์โดยรวม ไม่ได้หมายความว่าประชากรป่าของขึ้นฉ่ายทุกพื้นที่มีสถานะเหมือนกัน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Apiales
- Family : Apiaceae
- Genus : Apium L.
- Species : Apium graveolens L.
ชื่อ Apium graveolens L. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) และมีการจัดอยู่ในวงศ์ Apiaceae และอันดับ Apiales
ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน : Celeri graveolens (L.) Britton และ Carum graveolens (L.) Koso-Pol. เป็นต้น โดยปัจจุบัน Kew ยอมรับ Apium graveolens L. เป็นชื่อที่ถูกต้องของชนิดนี้
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ควรเริ่มจากการตรวจสอบ ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เพื่อป้องกันการใช้พืชผิดชนิดหรือการปนปลอม โดยเฉพาะผล/เมล็ดของพืชวงศ์ Apiaceae ที่มีลักษณะคล้ายกัน
- ลักษณะมหภาคของผล : ผลแก่แห้งมีขนาดเล็ก สีน้ำตาล รูปกลมหรือรูปไข่ค่อนข้างแบนด้านข้าง มีกลิ่นหอม และมีสันเด่นประมาณ 5 สัน
- ลักษณะทางจุลทรรศน์ : สามารถพบชั้น epidermis, mesocarp, endocarp, vittae, เนื้อเยื่อท่อลำเลียง และผลึกแคลเซียมออกซาเลตในบริเวณ endosperm ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยยืนยันเอกลักษณ์ของวัตถุดิบได้
- การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้การวิเคราะห์ลายนิ้วมือทางเคมี เช่น TLC/HPTLC และการวิเคราะห์องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย เพื่อช่วยตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องของวัตถุดิบ
- การตรวจสอบสารสำคัญ : สามารถตรวจวิเคราะห์สารกลุ่ม phthalides, flavonoids และ phenolic compounds เพื่อประกอบการควบคุมคุณภาพ
- การตรวจสอบวัตถุดิบผง : การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์มีประโยชน์ในการระบุชิ้นส่วนของพืชที่หลงเหลืออยู่ และช่วยตรวจจับการปนปลอมในวัตถุดิบที่บดละเอียด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2554). สมุนไพรพื้นบ้านลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดตามภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน. สำนักการแพทย์พื้นบ้านไทย.
- กรมวิชาการเกษตร. (2569). ขึ้นฉ่าย (Celery): ความสำคัญและสถานการณ์การผลิต. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- กรมส่งเสริมการเกษตร. (2566). ในช่วงฤดูหนาว ปลูกผักอะไรดี และเลือกพื้นที่ปลูกผักอย่างไร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน: ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.). มหาวิทยาลัยมหิดล.
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (2562). Influence of Apium graveolens L. extract on the central nervous system. Walailak Frontier.
- Dangzhen, L., Zhao, H., Xu, H., & Hu, J. (2025). Effects of celery (Apium graveolens) on blood pressure, glycemic and lipid profile in adults: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Frontiers in Nutrition, 12, 1597680. https://doi.org/10.3389/fnut.2025.1597680
- Pate, H. F., Hill, K., & McGovern, T. W. (2025). Not as bland as you may think: Celery (Apium graveolens) commonly induces phytophotodermatitis. Cutis, 115(3), E28–E30. https://doi.org/10.12788/cutis.1199
- Salehi, B., et al. (2019). Apium plants: Beyond simple food and phytopharmacological applications. Applied Sciences, 9(17), 3547.
- Shayani Rad, M., Moohebati, M., & Mohajeri, S. A. (2022). Effect of celery (Apium graveolens) seed extract on hypertension: A randomized, triple-blind, placebo-controlled, cross-over, clinical trial. Phytotherapy Research, 36(7), 2889–2907. https://doi.org/10.1002/ptr.7469
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Apium graveolens L. Plants of the World Online.
