กะเม็งตัวเมีย

กะเม็งตัวเมีย

กะเม็งตัวเมีย

กะเม็งตัวเมียเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ชื้นแฉะและนาข้าว มีดอกสีขาวขนาดเล็ก จัดอยู่ในวงศ์ Asteraceae และเป็นชนิดเดียวกับที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eclipta prostrata (L.) L. ในทางภูมิปัญญาไทย กะเม็งถูกนำมาใช้ทั้งเป็นยารับประทานและยาภายนอก โดยเฉพาะด้านการห้ามเลือด การดูแลโรคผิวหนัง และการบำรุงเส้นผม นอกจากนี้ยังมีการใช้กะเม็งเป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพรของไทย เช่น ยาผสมเพชรสังฆาตสูตรที่ 2 สำหรับบรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กะเม็งตัวเมีย
  • ชื่อท้องถิ่น: กะเม็ง, คัดเม็ง (ภาคกลาง), หญ้าสับ, ฮ่อมเกี่ยว (ภาคเหนือ), บังกีเช้า (จีน)
  • ชื่อสามัญ: False daisy, White head
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Eclipta prostrata (L.) L.
  • วงศ์: Asteraceae หรือ Compositae
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ: Eclipta alba Hassk., Eclipta angustata Umemoto & H. Koyama, Verbesina prostrata L.
  • ลักษณะเด่นในการจำแนก: เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นทอดเลื้อยหรือชูตั้ง ดอกเป็นช่อกระจุกแน่นสีขาว
  • ข้อสังเกตสำคัญ: กะเม็งตัวเมีย (Eclipta prostrata) ไม่ควรสับสนกับกะเม็งตัวผู้ (Sphagneticola calendulacea) หรือกระดุมทองเลื้อย (Sphagneticola trilobata) ซึ่งเป็นพืชคนละชนิด งานวิจัยในประเทศไทยพบว่าทั้งลักษณะทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพแตกต่างกัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้ล้มลุกอายุปีเดียวหรืออาจมีอายุสั้น ลำต้นทอดนอนหรือชูขึ้น สูงโดยทั่วไปประมาณ 5–50 เซนติเมตร ลำต้นอาจมีสีเขียวหรือแดงอมม่วง และมีขนแข็งหรือขนสั้นปกคลุม
  • ราก: ระบบรากเป็นรากฝอยและสามารถเกิดรากตามข้อของลำต้นที่สัมผัสพื้นดินได้
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปใบหอกหรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักฟันเลื่อยตื้น ๆ ผิวใบทั้งสองด้านมีขน
  • ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกแน่นตามซอกใบหรือบริเวณปลายยอด โดยทั่วไปมีดอกย่อยสีขาว ทั้งดอกวงนอกและดอกวงในรวมกันเป็นช่อคล้ายดอกเดซี่ขนาดเล็ก
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบ achene รูปรีถึงรูปขอบขนาน มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม เมื่อแก่ไม่แตก ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก
  • ฤดูออกดอก: สามารถออกดอกได้เกือบตลอดปีในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลระบุว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของทวีปอเมริกา
  • การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันแพร่กระจายกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย แอฟริกา อเมริกา และหมู่เกาะต่าง ๆ และมีสถานะเป็นพืชที่นำเข้าและกลายเป็นพืชขึ้นทั่วไปในหลายพื้นที่ของเอเชีย
  • ในประเทศไทย: พบกระจายหลายภูมิภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้
  • แหล่งอาศัย: มักพบตามพื้นที่ชื้นแฉะ พื้นที่ลุ่ม นาข้าว ริมคลอง ร่องน้ำ พื้นที่รกร้าง และพื้นที่ที่มีความชื้นในดินสูง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • การเตรียมเมล็ด: เมล็ดควรหว่านบนผิววัสดุเพาะหรือกลบเพียงบาง ๆ เนื่องจากเมล็ดต้องการแสงในการงอก
  • สภาพแวดล้อม: ชอบดินที่มีความชื้นสูงถึงชื้นแฉะ และสามารถเจริญได้ในดินหลายประเภท
  • การดูแล: ควรรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอในระยะต้นกล้า และควรได้รับแสงเพียงพอ
  • ข้อสังเกต: พืชสามารถผลิตเมล็ดได้จำนวนมากและแพร่กระจายได้ง่าย จึงพบเป็นวัชพืชในพื้นที่เกษตรบางชนิดด้วย

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น: เป็นส่วนที่มีการใช้ในตำรับยาไทยและการแพทย์แผนจีน
  • ใบ: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านทั้งรับประทานและใช้ภายนอก
  • ราก: มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านบางแห่ง
  • ดอกและเมล็ด: มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • สำหรับตำรับยาผสมเพชรสังฆาตสูตรที่ 2 ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้ กะเม็งทั้งต้น/ส่วนเหนือดิน เป็นตัวยาประกอบ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ทั้งต้น: ตามการแพทย์แผนไทยมีการใช้เพื่อขับลม แก้โลหิตอันกระทำให้ร้อน และใช้เป็นยาสมานในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ด้านการห้ามเลือด: ภูมิปัญญาไทยและเอเชียมีการใช้กะเม็งสำหรับเลือดกำเดา อาเจียนเป็นเลือด ไอเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด และถ่ายเป็นเลือด
  • ด้านระบบตับและไต: ในการแพทย์พื้นบ้านเอเชียมีการใช้เพื่อบำรุงหรือดูแลความผิดปกติของตับและไต
  • ด้านผิวหนัง: ใช้กับบาดแผล ผื่นคัน กลากเกลื้อน และโรคผิวหนังบางชนิด
  • ด้านเส้นผม: น้ำคั้นจากใบหรือต้นสดถูกนำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา ใช้ทาหนังศีรษะตามภูมิปัญญาเพื่อดูแลเส้นผม ลดผมร่วง และช่วยให้เส้นผมดูดกดำ
  • ด้านการอักเสบ: มีข้อมูลจากงานทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลองสนับสนุนฤทธิ์ต้านการอักเสบ แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

วิธีใช้

  • ใช้เป็นยาต้มตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: นิยมใช้ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดินต้มกับน้ำแล้วดื่ม โดยรายละเอียดขนาดยาจะแตกต่างกันตามตำรับและวัตถุประสงค์
  • ใช้ภายนอก: ใบหรือต้นสดอาจนำมาตำ คั้น หรือบดเพื่อใช้พอกหรือทาบริเวณผิวหนังและบาดแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ดูแลเส้นผม: ใช้น้ำคั้นจากต้นหรือใบผสมกับน้ำมันพืชแล้วใช้ภายนอกบริเวณเส้นผมและหนังศีรษะ
  • ในตำรับยาผสมเพชรสังฆาตสูตรที่ 2: ตำรับประกอบด้วยเถาเพชรสังฆาต 50 กรัม กะเม็งทั้งต้น 15 กรัม โกฐน้ำเต้า 10 กรัม และหัวกระชาย 10 กรัม โดยแนวทาง พ.ศ. 2566 ระบุขนาดรับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม–1 กรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที สำหรับตำรับดังกล่าว ไม่ใช่ขนาดยาของกะเม็งเดี่ยว

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ยาผสมเพชรสังฆาต สูตรที่ 2: กะเม็งทั้งต้นเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสำหรับบรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก
  • สูตรตำรับ: เถาเพชรสังฆาต 50 กรัม, กะเม็งทั้งต้น 15 กรัม, โกฐน้ำเต้า 10 กรัม และหัวกระชาย 10 กรัม
  • รูปแบบยา: ยาแคปซูล
  • สรรพคุณของตำรับ: บรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก
  • ข้อควรระวังของตำรับ: ควรระวังในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้ที่มีภาวะไตบกพร่อง โดยตำรับอาจทำให้ท้องเสียหรือมวนท้องได้

สารสำคัญ

  • Wedelolactone: สารกลุ่ม coumestan ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามากในกะเม็ง
  • Demethylwedelolactone: สารกลุ่ม coumestan ที่พบในส่วนเหนือดิน
  • Eclalbasaponins: กลุ่ม triterpenoid/steroidal saponins ที่มีการศึกษาด้านฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • Luteolin และ luteolin glycosides: สารกลุ่ม flavonoids
  • Apigenin: สารกลุ่ม flavonoids
  • Echinocystic acid และสาร triterpenes อื่น ๆ: มีรายงานเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • Thiophenes และ polyacetylenes: เป็นกลุ่มสารเฉพาะที่พบในพืชชนิดนี้
  • Sterols และสารกลุ่มอื่น ๆ: เช่น stigmasterol และสาร triterpenoid หลายชนิด
  • งานทบทวนทางวิชาการพบว่าสารกลุ่ม coumestans, flavonoids, triterpenes, saponins และ thiophenes เป็นกลุ่มองค์ประกอบสำคัญของ Eclipta prostrata

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: งานวิจัยในประเทศไทยพบว่าสารสกัดของกะเม็งตัวเมียสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS ได้ โดยผลแตกต่างกันตามชนิดตัวทำละลายและความเข้มข้น งานวิจัยดังกล่าวยังชี้ว่ากะเม็งตัวเมียมีเอกลักษณ์ทางเคมีแตกต่างจากกะเม็งตัวผู้และกระดุมทองเลื้อย
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ: สารสกัดของกะเม็งมีการศึกษาต่อเชื้อหลายชนิด รวมถึง Staphylococcus aureus และ MRSA แต่ผลการทดลองโดยรวมยังไม่เพียงพอที่จะนำไปแทนการรักษาด้วยยาต้านจุลชีพมาตรฐาน
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: มีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดหลายชนิด แต่ระดับฤทธิ์ขึ้นกับวิธีสกัดและองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบ
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ: การศึกษาในเซลล์และสัตว์ทดลองหลายงานพบแนวโน้มของฤทธิ์ hepatoprotective แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด
  • การส่งเสริมการงอกของเส้นผม: การทดลองในหนูและเซลล์รากผมพบว่าสารสกัดกะเม็งสามารถส่งเสริมระยะ anagen และเกี่ยวข้องกับกลไก FGF-7/FGF-5 แต่หลักฐานในมนุษย์ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ากะเม็งเดี่ยวสามารถรักษาผมร่วงได้
  • งานวิจัยทางคลินิกใหม่: การทดลองแบบสุ่มในผู้ใหญ่ที่มีโรคอ้วนระดับที่กำหนด ซึ่งใช้กะเม็ง 2,250 มิลลิกรัม/วันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในผลลัพธ์หลัก และผู้วิจัยสรุปว่าผลยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลได้ แม้ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงหรือความผิดปกติทางห้องปฏิบัติการที่บ่งชี้พิษในระยะสั้น

เภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ: เกี่ยวข้องกับการลดการสร้าง nitric oxide และการปรับเส้นทางการอักเสบบางชนิด เช่น NF-κB ในการทดลองระดับเซลล์
  • ต้านอนุมูลอิสระ: เกี่ยวข้องกับสารกลุ่ม flavonoids และ phenolic compounds
  • ปกป้องตับ: สารสกัดและสารบางชนิด เช่น wedelolactone แสดงฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับในแบบจำลองทดลอง
  • ต้านจุลชีพ: สารบางกลุ่ม เช่น eclalbasaponin มีการศึกษาฤทธิ์ต่อแบคทีเรีย
  • ส่งเสริมการเจริญของเส้นผม: งานทดลองพบการกระตุ้นระยะ anagen และการเปลี่ยนแปลงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับเซลล์รากผม
  • เกี่ยวข้องกับการห้ามเลือด: งานวิจัยปี 2026 รายงานว่าสารสกัดและสารสำคัญบางชนิด เช่น wedelolactone, luteolin และ apigenin มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการห้ามเลือดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตามยังไม่ควรนำผลดังกล่าวไปใช้แทนการรักษาภาวะเลือดออกในคน

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากการทดลองในสัตว์และการศึกษาระยะสั้น ยังมีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด
  • การศึกษาความเป็นพิษบางงานพบว่าสารสกัดกะเม็งมีความเป็นพิษเฉียบพลันค่อนข้างต่ำในสัตว์ทดลอง แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของการใช้ในมนุษย์ทุกขนาดได้
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร: ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทาน เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ โดยเฉพาะการใช้ในรูปสารสกัดหรือรับประทานต่อเนื่อง
  • การใช้ปริมาณสูงหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน: ไม่ควรทำโดยไม่มีการติดตาม เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยระยะยาวยังไม่เพียงพอ
  • หากมีเลือดออกผิดปกติ อุจจาระเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด หรือปัสสาวะเป็นเลือด ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรใช้กะเม็งเพื่อรักษาอาการดังกล่าวด้วยตนเอง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่างกะเม็งกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ
  • อย่างไรก็ตาม มีการทดลอง in vitro พบว่าสารสกัดใบกะเม็งสามารถยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดที่กระตุ้นด้วย ADP ได้ จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่ใช้ยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด แม้ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะสรุปว่าการรับประทานกะเม็งทำให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวในมนุษย์
  • งานศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์และการคาดการณ์ทางคอมพิวเตอร์พบความเป็นไปได้ในการยับยั้งเอนไซม์ CYP บางชนิด แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันปฏิกิริยาระหว่างยาที่เกิดขึ้นจริงในผู้ป่วย
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาโรคตับ ไต หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกะเม็ง

การใช้ในอาหาร

  • ใบอ่อนและยอดอ่อน: มีรายงานว่าสามารถนำไปปรุงสุกเป็นผักรับประทานได้ในบางวัฒนธรรมของเอเชีย
  • มีการใช้เป็นผักพื้นบ้านในบางพื้นที่ของอินเดียและประเทศเขตร้อนอื่น ๆ
  • การใช้เป็นอาหารแตกต่างจากการใช้เป็นยา จึงไม่ควรนำขนาดยาหรือสารสกัดเข้มข้นมาใช้ในอาหารโดยตรง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม: สารสกัดกะเม็งถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะ โดยเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาการใช้กะเม็งเพื่อดูแลผมร่วงและผมหงอก
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว: มีการศึกษาการใช้สารสกัดกะเม็งในผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหนังและแผล
  • ครีมกะเม็ง: งานวิจัยในประเทศไทยรายงานการนำกะเม็งไปผสมในตำรับครีมสำหรับใช้กับแผลเรื้อรังในโรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีรายการ “ครีมกะเม็ง” อยู่ในกลุ่มรายการสมุนไพรนอกบัญชียาหลักแห่งชาติที่จัดทำราคากลางในปีงบประมาณ 2568

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ช่วงเก็บเกี่ยว: เก็บทั้งต้นในระยะที่ต้นเจริญเติบโตเต็มที่และกำลังออกดอก ซึ่งเป็นช่วงที่นิยมใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร
  • การเตรียมวัตถุดิบสด: ถอนหรือเก็บทั้งต้น ล้างดินและสิ่งสกปรกออกให้สะอาด แล้วนำไปใช้สดหรือตัดเป็นท่อน
  • การทำแห้ง: สามารถผึ่งหรือตากให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และไม่โดนความชื้น
  • การเก็บรักษา: วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • คุณภาพวัตถุดิบ: ควรระบุชนิดพืชให้ถูกต้อง เพราะกะเม็งตัวเมีย กะเม็งตัวผู้ และกระดุมทองเลื้อยมีลักษณะคล้ายกันและอาจเกิดการปะปนกันได้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคกลาง: เรียกกะเม็งหรือกะเม็งตัวเมีย และมีการใช้เป็นสมุนไพรในตำรับยาไทย
  • ภาคเหนือ: พบชื่อหญ้าสับและฮ่อมเกี่ยว
  • ภูมิปัญญาจีน: ใช้ในตำรับยาแผนจีนภายใต้ชื่อที่เกี่ยวข้องกับ Han Lian Cao โดยใช้เป็นยาบำรุงตามทฤษฎีแพทย์จีนและใช้ในภาวะเลือดออกบางชนิด
  • อินเดีย: เป็นสมุนไพรที่รู้จักในชื่อ Bhringraj หรือ Bhringaraja มีการใช้ในอายุรเวท โดยเฉพาะด้านเส้นผม หนังศีรษะ และตับ
  • ภูมิปัญญาด้านเส้นผม: น้ำคั้นจากกะเม็งถูกนำมาใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะมาเป็นเวลานานในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย

ประวัติและวัฒนธรรม

กะเม็งเป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ในระบบการแพทย์พื้นบ้านของเอเชียมายาวนาน ทั้งการแพทย์แผนไทย อายุรเวท และการแพทย์แผนจีน โดยเฉพาะการใช้ด้านเลือด ตับ ผิวหนัง และเส้นผม ในประเทศไทยชื่อ “กะเม็งตัวเมีย” ยังมีความสำคัญในเชิงการจำแนกสมุนไพร เนื่องจากชื่อกะเม็งอาจหมายถึงพืชหลายชนิดในเอกสารเก่าหรือแหล่งข้อมูลพื้นบ้าน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ให้ถูกต้องก่อนนำไปใช้เป็นยา

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก: ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุสถานะตาม IUCN ว่า Least Concern (LC) – ความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
  • เป็นพืชที่แพร่กระจายกว้างและพบได้ในหลายภูมิภาค จึงยังไม่มีข้อมูลว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลก
  • หมายเหตุสำหรับประเทศไทย: สถานะ LC ระดับโลกไม่ควรตีความว่าประชากรในทุกพื้นที่ของประเทศไทยมีความมั่นคงเท่ากัน การเก็บวัตถุดิบจากธรรมชาติจำนวนมากควรคำนึงถึงการรักษาแหล่งพันธุกรรมและการปลูกทดแทน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Tracheophyta
  • ชั้น (Class): Magnoliopsida
  • อันดับ (Order): Asterales
  • วงศ์ (Family): Asteraceae
  • สกุล (Genus): Eclipta
  • ชนิด (Species): Eclipta prostrata (L.) L.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Eclipta alba Hassk.; Eclipta angustata Umemoto & H. Koyama; Verbesina prostrata L.
  • ชื่อที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน: Eclipta prostrata (L.) L.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). รายการยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติที่จะจัดทำราคากลางยาจากสมุนไพร ปีงบประมาณ 2568. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: กะเม็ง (Eclipta prostrata (L.) L.).
  3. นิศารัตน์ สังคะรัมย์, บรรลือ สังข์ทอง, และรุจิลักขณ์ รัตตะรมย์. (2564). ฤทธิ์ทางชีวภาพ ปริมาณฟีนอลิกรวม และรอยพิมพ์โครมาโตกราฟีของกะเม็งตัวเมีย กะเม็งตัวผู้ และกระดุมทองเลื้อย. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 40(4), 342–351.
  4. มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). กะเม็ง (Eclipta prostrata L.). ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. Feng, L., Zhai, Y.-Y., Xu, J., Yao, W.-F., Cao, Y.-D., Cheng, F.-F., Bao, B.-H., & Zhang, L. (2019). A review on traditional uses, phytochemistry and pharmacology of Eclipta prostrata (L.) L. Journal of Ethnopharmacology, 245, 112109. https://doi.org/10.1016/j.jep.2019.112109
  6. Timalsina, D., & Devkota, H. P. (2021). Eclipta prostrata (L.) L. (Asteraceae): Ethnomedicinal uses, chemical constituents, and biological activities. Biomolecules, 11(11), 1738. https://doi.org/10.3390/biom11111738
  7. Zhang, Q., Zhang, J., Shen, J., Silva, A. D., Dennis, D. A., & Barrow, C. J. (2025). A review on the phytochemicals of Eclipta prostrata and Eclipta alba: Antioxidants and antidiabetic activities. [Journal article].
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Eclipta prostrata (L.) L. Plants of the World Online.
Scroll to top