กระเจานา
กระเจานาเป็นพืชล้มลุกในสกุล Corchorus ที่พบได้ในประเทศไทยและเขตร้อนหลายภูมิภาคของโลก มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อและมีประวัติการใช้ประโยชน์ทั้งด้านอาหาร เส้นใย และภูมิปัญญาสมุนไพร โดยเฉพาะใบและเมล็ด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของกระเจานายังอยู่ในระยะก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อพิสูจน์ทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างชัดเจน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กระเจานา
- ชื่อท้องถิ่น : ขัดมอญตัวผู้ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กระเจา, เส้ง, ปอเส้ง (ภาคเหนือ)
- ชื่อสามัญ : East Indian jew’s-mallow, East Indian mallow, West African mallow, Jute mallow
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Corchorus aestuans L.
- วงศ์ : Malvaceae
- ชื่อวงศ์เดิมที่พบในเอกสาร : Tiliaceae
- ลักษณะการดำรงชีวิต : ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว
- การใช้ประโยชน์โดยรวม : สมุนไพร อาหารสัตว์ ผักพื้นบ้าน และแหล่งเส้นใยจากลำต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแตกกิ่งมาก ตั้งตรงหรือทอดเอนตามพื้น สูงโดยทั่วไปประมาณ 0.5–1 เมตร ลำต้นอาจมีสีแดงหรือแดงน้ำตาลและมีขนละเอียด
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปรี ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือป้าน บริเวณโคนใบมักมีส่วนยื่นคล้ายเส้นหรือขน 2 เส้น
- ก้านใบ : มีขนและยาวประมาณ 1–3 เซนติเมตร
- ดอก : ดอกขนาดเล็ก สีเหลือง ออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก 1–3 ดอกบริเวณซอกใบหรือด้านตรงข้ามใบ ดอกมีส่วนประกอบหลัก 5 ส่วน
- ผล : เป็นผลแห้งแบบแคปซูล รูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 1.5–3 เซนติเมตร มีสันหรือครีบตามยาว และเมื่อแก่จะแตกออกเป็นพู
- เมล็ด : มีขนาดเล็ก สีน้ำตาลถึงน้ำตาลดำ รูปค่อนข้างเหลี่ยมหรือรูปทรงกระบอกสั้น
- ช่วงออกดอกและติดผลในประเทศไทย : โดยข้อมูล Flora of Thailand ระบุประมาณเดือนกันยายน–ธันวาคม
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : มีรายงานพบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานคร
- ถิ่นอาศัย : พบตามพื้นที่เปิด พื้นที่รกร้าง ไร่นา พื้นที่เพาะปลูกที่ถูกทิ้งร้าง ริมถนน ริมแม่น้ำ และพื้นที่ที่ถูกรบกวน
- ระดับความสูง : พบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,350 เมตรในบางพื้นที่
- การกระจายพันธุ์ของโลก : เป็นพืชเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนที่มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเอเชีย แอฟริกา และเขตร้อนของทวีปอเมริกา
- ถิ่นกำเนิด : ยังมีความเห็นทางพฤกษศาสตร์ที่แตกต่างกันว่าอาจมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของโลกเก่าหรือโลกใหม่ จึงไม่ควรระบุแหล่งกำเนิดเพียงภูมิภาคเดียวอย่างเด็ดขาด
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเป็นหลัก
- เมล็ด : มีพฤติกรรมการเก็บรักษาแบบเมล็ด orthodox สามารถเก็บรักษาได้ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม
- สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อน พบตามพื้นที่เปิดและพื้นที่ที่มีการรบกวน เช่น ไร่นา พื้นที่รกร้าง และริมถนน
- ฤดูปลูก : ในบางประเทศมีการปลูกเพื่อใช้เป็นผักในช่วงฤดูฝน
- การงอกของเมล็ด : เมล็ดของสกุล Corchorus บางชนิดมีเปลือกเมล็ดค่อนข้างแข็ง งานทดลองพบว่าการทำลายการพักตัวของเมล็ดสามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกได้ แต่กรรมวิธีใช้กรดเข้มข้นเป็นวิธีการทดลอง ไม่ควรนำมาใช้เองในครัวเรือน
- การดูแล : หากปลูกเพื่อใช้เป็นผัก ควรเก็บยอดอ่อนและใบเป็นระยะ เพราะการตัดยอดสามารถกระตุ้นการแตกกิ่งด้านข้างได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : เป็นส่วนที่มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายประเทศ
- เมล็ด : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพร แต่เป็นส่วนที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีรายงานการพบสารกลุ่ม cardiac glycosides/cardenolides
- รากและส่วนเหนือดิน : มีรายงานการใช้ในระบบการแพทย์พื้นบ้านของบางประเทศ
- ทั้งต้น : มีรายงานการนำมาใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านบางพื้นที่
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ใบ : ในภูมิปัญญาไทยมีการระบุว่าใช้ต้มดื่มเพื่อแก้ร้อนใน ทำให้เลือดเย็น และใช้ภายนอกโดยการพอกเพื่อแก้พิษหรืออาการบวม
- ใบ : มีรายงานการใช้แก้อาการเจ็บคอและอุจจาระเป็นเลือดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใบ : มีการกล่าวถึงการใช้แก้พิษปลาปักเป้าในตำรับภูมิปัญญาบางแหล่ง โดยข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้แทนการรักษาภาวะพิษปลาปักเป้าซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
- เมล็ด : แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยบางแห่งระบุว่ามีรสเมาเบื่อและใช้เบื่อสุนัข ซึ่งเป็นข้อมูลภูมิปัญญาและสะท้อนถึงความเป็นพิษที่ต้องระมัดระวัง ไม่ใช่ข้อแนะนำสำหรับการนำมาใช้รักษาโรค
- ภูมิปัญญาต่างประเทศ : มีรายงานการใช้ใบสำหรับอาการปวดศีรษะ และการใช้เมล็ดในรูปผงหรือยาต้มเป็นยาบำรุง ยาขับลม และลดไข้ในบางพื้นที่ของฟิลิปปินส์
- อินเดีย : มีรายงานการใช้เมล็ดและส่วนเหนือดินในภูมิปัญญาสำหรับอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร การอักเสบ และปอดบวม
- แอฟริกา : มีรายงานการใช้รากหรือใบในภูมิปัญญาสำหรับโรคหนองในและอาการผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ
หมายเหตุสำคัญ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการศึกษาทางเภสัชวิทยา ไม่ได้หมายความว่าสามารถยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้ทั้งหมด
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาไทย : มีการนำใบมาต้มเป็นน้ำดื่ม และใช้ใบสดหรือส่วนของใบตำหรือบดเพื่อพอกภายนอกตามวัตถุประสงค์ของภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ตามภูมิปัญญาต่างประเทศ : ใบใช้ประกอบอาหารหรือต้มเป็นอาหาร และเมล็ดมีรายงานการใช้ในรูปผงหรือยาต้ม
- การใช้ภายนอก : มีรายงานการนำสารสกัดจากใบไปใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เนื่องจากส่วนเมือกและสารประกอบที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
- ข้อควรระวังในการใช้ : ไม่ควรจัดทำขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลพื้นบ้าน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลในมนุษย์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เข้มข้นจากเมล็ด
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- จากการตรวจสอบฐานข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่พบชื่อกระเจานา (Corchorus aestuans L.) เป็นรายการยาจากสมุนไพรในข้อมูลที่เผยแพร่ในฐานข้อมูลดังกล่าว
- ดังนั้นไม่ควรระบุว่ากระเจานาเป็น “ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ” หรือเป็นตำรับยาที่มีข้อบ่งใช้ตามบัญชีดังกล่าว
- ทั้งนี้บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2569 มีการปรับปรุงรายการยาและแนวทางกำกับการใช้ยา จึงควรตรวจสอบฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นระยะเมื่อมีการปรับปรุงบัญชี
สารสำคัญ
- ฟลาโวนอยด์ : มีรายงานการพบ quercetin และ quercetin 3-O-galactoside
- สารกลุ่ม cardiac glycosides/cardenolides : มีรายงานการพบสารกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในเมล็ดและส่วนผล จึงเป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัย
- Triterpenoid glycosides : มีรายงานสารกลุ่ม corchorusins และ corchorusin-D
- Phytosterols : พบ β-sitosterol
- สารกลุ่ม triterpenes : มีรายงาน lupeol และ betulin
- Coumarin : มีรายงาน scopoletin
- Anthraquinone : มีรายงาน 2-methyl anthraquinone
- กรดไขมัน : น้ำมันจากเมล็ดมีรายงานกรด palmitic, stearic, oleic และ linolenic acid
- สารเมือกหรือ mucopolysaccharides : ใบเมื่อปรุงสุกจะปล่อยเมือกออกมาในปริมาณมาก ทำให้อาหารมีลักษณะเหนียวลื่น
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดจากใบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบ DPPH, ferric reducing power และ total antioxidant capacity
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีงานวิจัยในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดจากใบและส่วนเหนือดินสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis และ Escherichia coli รวมถึงเชื้อราบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : งานทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินในขนาด 200 มก./กก. สามารถลดอาการบวมจากการเหนี่ยวนำการอักเสบได้
- ฤทธิ์เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด : มีการทดลองกับสารกลุ่ม cardiac glycosides และพบผลเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจในแบบจำลองทดลอง แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นยารักษาโรคหัวใจในคน
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : สารสกัดและสารบางชนิด เช่น corchorusin-D มีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง และมีการศึกษาบางส่วนในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากระเจานาสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์
- งานวิจัยปี 2024 : การศึกษาสารสกัดใบหลายชนิดพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย และฤทธิ์ช่วยสลายลิ่มเลือดในหลอดทดลอง รวมทั้งพบสารประกอบหลายชนิดจาก GC-MS อย่างไรก็ตามผู้วิจัยยังเสนอว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำไปพัฒนาเป็นยา
- หลักฐานทางคลินิก : จากการค้นข้อมูลที่พบในแหล่งวิชาการ ยังไม่มีหลักฐานการทดลองทางคลินิกคุณภาพสูงในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคของกระเจานา
เภสัชวิทยา
- ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบและสารฟลาโวนอยด์ เช่น quercetin และ quercetin 3-O-galactoside แสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดลอง
- ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบ ส่วนเหนือดิน ราก และผล มีรายงานฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิดในหลอดทดลอง
- ต้านการอักเสบ : สารสกัดส่วนเหนือดินมีผลลดการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต่อหัวใจ : cardiac glycosides จากพืชมีผลต่อแรงบีบตัวและอัตราการเต้นของหัวใจในแบบจำลองหัวใจสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง : งานวิจัยปี 2024 รายงานว่าสารสกัดจากใบมีผลลดการเคลื่อนไหวของสัตว์ทดลองในแบบทดสอบบางชนิด ซึ่งอาจสะท้อนฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง แต่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม
- ฤทธิ์ระงับปวด : งานวิจัยเดียวกันพบผลในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางชนิด แต่ยังไม่สามารถสรุปเป็นประสิทธิผลในมนุษย์ได้
- ฤทธิ์สลายลิ่มเลือด : มีผลในแบบจำลอง clot lysis ในหลอดทดลอง แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะใช้แทนยาละลายลิ่มเลือดในทางคลินิก
ความปลอดภัย
- เมล็ดควรระมัดระวังเป็นพิเศษ : มีรายงานการพบสารกลุ่ม cardiac glycosides/cardenolides และแหล่งข้อมูลภูมิปัญญาไทยระบุคุณสมบัติ “เมาเบื่อ” ของเมล็ด
- การทดลองความเป็นพิษ : งานวิจัยหนึ่งในสัตว์ทดลองรายงานค่า LD50 ของสารสกัดน้ำจาก C. aestuans ประมาณ 3,999.93 มก./กก. เมื่อให้ทางปาก ภายใต้เงื่อนไขของการทดลองดังกล่าว โดยผู้วิจัยจัดว่าเป็นพืชที่มีความเป็นพิษระดับเล็กน้อยในเงื่อนไขนั้น
- ไม่ควรนำค่า LD50 มาแปลงเป็นขนาดรับประทานของมนุษย์ เพราะชนิดของสารสกัด ส่วนของพืช วิธีสกัด และความเข้มข้นแตกต่างกัน
- หญิงตั้งครรภ์ : แหล่งข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรไทยมีข้อห้ามใช้ใบรับประทานในหญิงตั้งครรภ์ แต่ข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิกยังมีจำกัด จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปสารสกัดหรือยาโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว : ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
- อาการผิดปกติ : หากรับประทานผลิตภัณฑ์จากกระเจานาแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น ชีพจรผิดปกติ เวียนศีรษะ หรืออาการผิดปกติอื่น ควรหยุดใช้และพบแพทย์ทันที
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างกระเจานากับยาชนิดใดอย่างชัดเจน
- ควรระมัดระวังร่วมกับยาที่มีผลต่อหัวใจ เนื่องจากมีรายงานสารกลุ่ม cardiac glycosides ในพืช ซึ่งอาจมีผลต่อแรงบีบตัวและอัตราการเต้นของหัวใจ
- ผู้ที่ใช้ digoxin หรือยากลุ่ม cardiac glycosides ไม่ควรรับประทานสารสกัดจากกระเจานาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
- ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์สลายลิ่มเลือดของสารสกัด แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยันความสัมพันธ์ดังกล่าว
- การกล่าวถึงปฏิกิริยาข้างต้นเป็น ข้อควรระวังจากกลไกและข้อมูลก่อนคลินิก ไม่ใช่ข้อสรุปจากการทดลองในมนุษย์
การใช้ในอาหาร
- ใบอ่อนและยอดอ่อน : ในหลายประเทศใช้เป็นผัก โดยเฉพาะในแอฟริกาและบางพื้นที่ของเอเชีย
- ลักษณะเมื่อปรุงสุก : ใบจะปล่อยสารเมือกออกมาจำนวนมาก ทำให้อาหารมีลักษณะเหนียวและลื่น
- รูปแบบอาหาร : ในแอฟริกาตะวันตกมีการใช้ใบทำอาหารประเภทซอสหรือแกงที่มีลักษณะเป็นเมือก
- ราก : มีรายงานว่าบางพื้นที่ในอินเดียนำรากไปปรุงเป็นอาหาร
- อาหารสัตว์ : ใบและส่วนเหนือดินสามารถเป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงและสัตว์เคี้ยวเอื้องได้
- ข้อควรระวัง : ควรแยกกระเจานาออกจากปอกระเจาชนิดอื่นให้ถูกต้อง เพราะพืชในสกุล Corchorus มีหลายชนิดและมีลักษณะคล้ายกัน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว : มีรายงานการใช้สารสกัดจากใบในเครื่องสำอาง เนื่องจากส่วนประกอบประเภท mucopolysaccharides และแร่ธาตุบางชนิดมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
- ผลิตภัณฑ์เส้นใย : เปลือกลำต้นให้เส้นใยที่สามารถนำไปทำเชือกหรือด้ายได้ แต่คุณภาพและความแข็งแรงโดยทั่วไปด้อยกว่าปอกระเจาเชิงอุตสาหกรรม เช่น Corchorus capsularis และ Corchorus olitorius
- อาหารและอาหารสัตว์ : ใบและยอดอ่อนสามารถนำไปใช้เป็นผัก และมีศักยภาพในการใช้เป็นอาหารสัตว์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดหลายรูปแบบ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดมาตรฐานสารออกฤทธิ์และขนาดการใช้ทางคลินิก
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบและยอด : หากเก็บเพื่อใช้เป็นผัก ควรเก็บยอดอ่อนและใบสดในช่วงที่ต้นยังเจริญเติบโต
- การเก็บยอด : การตัดยอดเป็นระยะสามารถส่งเสริมการแตกกิ่งด้านข้างได้
- เมล็ด : เก็บจากผลที่แก่และแห้ง แล้วคัดเมล็ดที่สมบูรณ์
- การเก็บรักษาเมล็ด : เมล็ดมีพฤติกรรมแบบ orthodox จึงสามารถเก็บรักษาได้หากควบคุมความชื้นและอุณหภูมิอย่างเหมาะสม
- การเก็บส่วนสมุนไพรแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- การเก็บรักษาใบสด : ควรเก็บในภาชนะสะอาดและใช้โดยเร็ว เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพและการปนเปื้อน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เรียก “ขัดมอญตัวผู้”
- ภาคเหนือ : พบชื่อ “เส้ง” และ “ปอเส้ง”
- ภูมิปัญญาไทย : มีการใช้ใบในรูปยาต้มและยาพอกตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น ร้อนใน บวม อาการเจ็บคอ และอาการทางผิวหนัง
- ภูมิปัญญาในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นสำหรับอาการทางระบบทางเดินอาหาร การอักเสบ และอาการปวดศีรษะ
- ภูมิปัญญาแอฟริกา : ใบและรากมีประวัติการใช้ทั้งเป็นอาหารและเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน
- การใช้ในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำตำรับจากประเทศหนึ่งไปใช้แทนตำรับไทยโดยตรง
ประวัติและวัฒนธรรม
- กระเจานาเป็นพืชในสกุล Corchorus ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางพฤกษศาสตร์กับปอกระเจาที่ใช้ผลิตเส้นใย
- ในหลายพื้นที่ของแอฟริกา กระเจานาถูกใช้เป็นผักพื้นบ้านและเป็นพืชที่สามารถเก็บจากธรรมชาติได้
- ลำต้นสามารถให้เส้นใยสำหรับทำเชือกหรือด้าย แต่คุณภาพด้อยกว่าปอกระเจาเศรษฐกิจ จึงมีความสำคัญในระดับท้องถิ่นมากกว่าระดับอุตสาหกรรม
- ในบางชุมชนของแอฟริกามีข้อห้ามหรือข้อกำหนดทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการบริโภคกระเจานา สะท้อนให้เห็นว่าความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดนี้มีความแตกต่างกันตามพื้นที่และวัฒนธรรม
สถานะการอนุรักษ์
- กระเจานาเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนและพบได้ในพื้นที่ถูกรบกวนและพื้นที่เกษตร
- ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแห่งระบุสถานะการประเมินด้านการอนุรักษ์ว่า Not Evaluated (NE) ขณะที่ข้อมูล PROTA ระบุว่าพืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์กว้างและไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ทางพันธุกรรม
- มีการเก็บรักษาทรัพยากรพันธุกรรมของ Corchorus aestuans ในธนาคารพันธุกรรมบางแห่ง
- ในทางกลับกัน เนื่องจากกระเจานาสามารถเติบโตเป็นวัชพืชในพื้นที่เกษตรได้ จึงมีประเด็นด้านการควบคุมการแพร่กระจายในบางพื้นที่เช่นกัน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร : Plantae
- ไฟลัม : Tracheophyta
- ชั้น : Magnoliopsida
- อันดับ : Malvales
- วงศ์ : Malvaceae
- วงศ์เดิมที่พบในเอกสารเก่า : Tiliaceae
- สกุล : Corchorus L.
- ชนิด : Corchorus aestuans L.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Corchorus aestuans L.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Corchorus acutangulus Lam.
- ชื่อพ้องอื่นที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน : Corchorus campestris Macfad., Corchorus furcatus G.Don และชื่ออื่น ๆ
- จำนวนโครโมโซม : 2n = 14
- ชื่อสามัญ : East Indian mallow, West African mallow, Jute mallow
- สถานะชื่อทางอนุกรมวิธาน : Accepted
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). กระเจานา: Corchorus aestuans L. สารานุกรมพืช.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระเจานา. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2569). บัญชียาหลักแห่งชาติและหลักฐานเชิงประจักษ์. กองนโยบายแห่งชาติด้านยา.
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร/กรมการข้าว. (ม.ป.ป.). ปอวัชพืช: Corchorus aestuans L. Rice Knowledge Bank.
- Al-Snafi, A. E. (2016). The constituents and pharmacology of Corchorus aestuans: A review. The Pharmaceutical and Chemical Journal, 3(4), 208–214.
- Jannat, N., Fatema, K., Haque, M. A., Fatema, J., Rahman, M., Shimu, M. S. S., & Uzzaman, M. (2024). Evaluation of the antioxidant, thrombolytic, and antimicrobial effects of Corchorus aestuans L. leaf extracts: An in-vitro and in-silico study. South African Journal of Botany, 164, 322–333. doi:10.1016/j.sajb.2023.11.045
- N’danikou, S., & Achigan-Dako, E. G. (2011). Corchorus aestuans L. In M. Brink & E. G. Achigan-Dako (Eds.), Plant Resources of Tropical Africa (PROTA4U). Wageningen, Netherlands.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Corchorus aestuans L. Plants of the World Online.
- Schoch, C. L., et al. (2020). NCBI Taxonomy: A comprehensive update on curation, resources and tools. Database, 2020, baaa062.
- World Flora Online. (n.d.). Corchorus aestuans L.
