กรรณิการ์

กรรณิการ์

กรรณิการ์เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กที่มีดอกหอมและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดอกสีขาวมีหลอดดอกสีส้มแดง บานในช่วงเย็นถึงกลางคืนและร่วงในช่วงเช้า จึงเป็นไม้หอมที่มีความโดดเด่นทั้งด้านพฤกษศาสตร์ ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร และวัฒนธรรมไทยและเอเชีย นอกจากใช้เป็นไม้ประดับแล้ว ส่วนต่าง ๆ ของกรรณิการ์ยังปรากฏในตำรับยาและการใช้พื้นบ้านหลายพื้นที่ ทั้งนี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการวิจัยไปเทียบเท่ากับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในคน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กรรณิการ์
  • ชื่ออื่น: กณิการ์, กรณิการ์, กันลิกา, สบันงา และปาริชาติ
  • ชื่อสามัญ: Night Jasmine, Night-blooming Jasmine, Coral Jasmine
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Nyctanthes arbor-tristis L.
  • วงศ์: Oleaceae
  • ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน: Nyctanthes tristis Salisb., Nyctanthes dentata Blume, Bruschia macrocarpa Bertol. และ Parilium arbor-tristis (L.) Gaertn.
  • ลักษณะเด่น: เป็นไม้ดอกหอม ดอกสีขาวมีศูนย์กลางหรือหลอดดอกสีส้มแดง และมักบานในช่วงกลางคืน

หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สมัยใหม่ เช่น Plants of the World Online ของ Kew จัดกรรณิการ์อยู่ในวงศ์ Oleaceae ขณะที่เอกสารไทยรุ่นเก่าบางแหล่งจัดไว้ใน Verbenaceae จึงอาจพบชื่อวงศ์แตกต่างกันในเอกสารเก่า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก โดยทั่วไปพบสูงประมาณ 2–4 เมตร และสามารถเติบโตได้มากกว่านี้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
  • ลำต้นและกิ่งอ่อนมีลักษณะเป็นเหลี่ยม โดยเฉพาะบริเวณกิ่งอ่อน เปลือกมีสีเทาหรือขาวและค่อนข้างหยาบเมื่อมีอายุมาก
  • ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวใบค่อนข้างหนาและสากมือ มีขนละเอียด
  • ช่อดอกออกบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมีประมาณ 3–8 ดอก
  • ดอกมีกลิ่นหอมแรง บานในช่วงเย็นหรือกลางคืน และมักร่วงในช่วงเช้าของวันถัดไป
  • กลีบดอกสีขาวประมาณ 5–8 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมเป็นหลอดสีส้มถึงส้มแดง กลีบดอกมีลักษณะบิดเวียนคล้ายกังหัน
  • ผลเป็นผลแห้งแบน รูปไข่หรือค่อนข้างกลม เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซีก แต่ละซีกมีเมล็ด 1 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • แหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์ระบุถิ่นกำเนิดของกรรณิการ์อยู่ในบริเวณตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัย อินเดีย ไปจนถึงอินโดจีน รวมถึงสุมาตราและชวา
  • Kew ระบุพื้นที่ถิ่นกำเนิดครอบคลุมอินเดีย เนปาล เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม บังกลาเทศ และบางพื้นที่ของอินโดนีเซีย
  • ในประเทศไทยพบปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ดอกหอม โดยเฉพาะในสวน บ้าน และสถานที่ที่ต้องการไม้หอม
  • กรรณิการ์สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อนและเขตกึ่งร้อน และมีการนำไปปลูกในประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • นิยมปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ และดินควรมีการระบายน้ำดี
  • สามารถปลูกเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสำหรับประดับสวนและใช้ประโยชน์จากดอกหอม
  • การขยายพันธุ์สามารถทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ
  • การปักชำกิ่งที่มียอดอ่อนเป็นวิธีที่มีรายงานว่าออกรากได้ค่อนข้างง่ายและเหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ในงานสวน
  • ควรตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มและช่วยให้เกิดกิ่งใหม่ที่ให้ดอก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ
  • ดอก
  • ราก
  • เปลือกต้น
  • เนื้อไม้หรือลำต้น

ข้อมูลการใช้แบบภูมิปัญญาพบการนำหลายส่วนของต้นมาใช้แตกต่างกันตามท้องถิ่นและระบบการแพทย์ดั้งเดิม

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ: ในตำรับพื้นบ้านมีการใช้เป็นยาขม ช่วยเจริญอาหาร บำรุงน้ำดี ใช้เป็นยาระบาย และใช้เกี่ยวกับอาการไข้และปวดข้อ
  • ดอก: มีการใช้เพื่อแก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ช่วยเจริญอาหาร และใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่สำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • ราก: มีการใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ไอ แก้ท้องผูก และใช้บำรุงเส้นผมและผิวหนังตามภูมิปัญญาไทย
  • เปลือกต้นและเนื้อไม้: มีการใช้ต้มเป็นน้ำยาสมุนไพรสำหรับอาการปวดศีรษะและปวดข้อ
  • การแพทย์ดั้งเดิมในเอเชียใต้: มีรายงานการใช้กรรณิการ์สำหรับไข้เป็นพัก ๆ อาการอักเสบ โรคข้อ โรคผิวหนัง พยาธิ และอาการทางระบบอื่น ๆ
  • สรรพคุณดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาและข้อมูลชาติพันธุ์เภสัชวิทยา ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อบ่งใช้ได้รับการยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกแล้ว

วิธีใช้

  • ภูมิปัญญาไทยมีการนำ เปลือกต้นหรือเนื้อไม้ มาต้มกับน้ำแล้วรับประทานเป็นน้ำสมุนไพรสำหรับอาการปวดศีรษะหรือปวดข้อ
  • ใบสด มีการตำหรือคั้นเอาน้ำตามตำรับพื้นบ้านเพื่อใช้เป็นยาขมและช่วยเจริญอาหาร โดยหากใช้ในปริมาณมากอาจมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • ดอกแห้ง มีการนำมาต้มเป็นน้ำดื่มหรือชงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรตามการใช้พื้นบ้าน
  • ราก มีการนำมาต้มกับน้ำเพื่อใช้ตามตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไอ ท้องผูก และการบำรุงธาตุ
  • วิธีใช้และขนาดยาตามตำรับพื้นบ้านไม่ควรนำไปใช้แทนขนาดยามาตรฐานทางการแพทย์ เนื่องจากความเข้มข้นของสารสำคัญแตกต่างกันตามส่วนของพืช วิธีสกัด และแหล่งวัตถุดิบ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นพบในแหล่งข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากรรณิการ์เป็นตัวยาสำคัญที่มีข้อบ่งใช้เป็นยาเดี่ยวในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรฉบับปัจจุบัน
  • ดังนั้น เว็บไซต์ควรหลีกเลี่ยงการระบุว่ากรรณิการ์ “อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร” หากไม่มีการตรวจสอบกับประกาศราชกิจจานุเบกษาหรือบัญชีฉบับล่าสุดโดยตรง
  • การที่สมุนไพรมีการใช้ในตำรับยาไทยหรือมีงานวิจัยทางเภสัชวิทยา ไม่ได้หมายความว่าสมุนไพรนั้นจะได้รับการขึ้นบัญชีเป็นยาในระบบสาธารณสุขโดยอัตโนมัติ

สารสำคัญ

  • การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่ม ได้แก่ iridoid glycosides, flavonoids, alkaloids, tannins, sterols, triterpenes, saponins และ glycosides
  • สารกลุ่ม iridoid glycosides ที่มีการรายงาน ได้แก่ arbortristoside A, arbortristoside B และ arbortristoside C
  • มีรายงานสารหรือองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ เช่น β-sitosterol, quercetin, astragalin และ nicotiflorin
  • องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช อายุพืช แหล่งปลูก และตัวทำละลายที่ใช้สกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยจำนวนมากศึกษากรรณิการ์ในระดับ in vitro และสัตว์ทดลอง โดยรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ปกป้องตับ และฤทธิ์ทางภูมิคุ้มกัน
  • มีการศึกษาฤทธิ์ต้านมาลาเรียในมนุษย์ขนาดเล็ก โดยการศึกษาหนึ่งใช้ใบสดบดเป็นตำรับพื้นบ้านในผู้ป่วย 20 ราย พบว่าบางรายมีการลดไข้และการลดปริมาณเชื้อ แต่ผู้วิจัยระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยสูตรตำรับและขนาดยาที่เป็นมาตรฐาน
  • งานศึกษาก่อนหน้านี้ในผู้ป่วยมาลาเรีย 120 รายรายงานการตอบสนองทางคลินิกและการกำจัดเชื้อในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง แต่ยังเป็นหลักฐานเบื้องต้นและไม่ควรใช้แทนยาต้านมาลาเรียมาตรฐาน
  • งานวิจัยด้านโรคข้ออักเสบพบศักยภาพของสารสกัดใบในการลดการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพสูงในมนุษย์
  • งานทบทวนล่าสุดในปี 2026 สรุปว่ากรรณิการ์มีข้อมูลสนับสนุนด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องตับ สมานแผล และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ แต่ยังต้องศึกษาด้านกลไก สารออกฤทธิ์ ความปลอดภัย และการใช้ร่วมกับยาอย่างเป็นระบบเพิ่มเติม

เภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากใบและส่วนอื่นของพืชแสดงฤทธิ์ลดตัวชี้วัดการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • ต้านอนุมูลอิสระ: สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิกมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ต้านมาลาเรีย: มีข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้น
  • ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและจุลชีพบางชนิดจากสารสกัดของใบและดอก
  • ปกป้องตับ: มีข้อมูลจากแบบจำลองสัตว์ทดลองที่สนับสนุนศักยภาพในการปกป้องเซลล์ตับ
  • ระบบประสาท: มีรายงานฤทธิ์กดระบบประสาทและทำให้ง่วงซึมในสัตว์ทดลองเมื่อได้รับสารสกัดในขนาดสูง
  • ผลทางเภสัชวิทยาเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของกรรณิการ์ในมนุษย์ระยะยาวยังมีจำกัด
  • การศึกษาทางคลินิกขนาดเล็กบางการศึกษาพบว่าสารเตรียมจากใบสามารถทนได้ค่อนข้างดี และไม่พบความผิดปกติของการทำงานของตับหรือไตอย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลาที่ศึกษา อย่างไรก็ตามมีรายงานอาการท้องเสียเล็กน้อยในผู้เข้าร่วมบางราย
  • การศึกษาในสัตว์พบว่าขนาดสารสกัดสูงอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม ซึม หรือเซื่องซึมได้
  • การใช้ใบในปริมาณมากตามภูมิปัญญาพื้นบ้านอาจทำให้เกิดฤทธิ์ระบายและอาการปวดบิดหรือท้องเสีย
  • ผู้ที่แพ้พืชควรระมัดระวังการสัมผัสใบ เนื่องจากใบมีผิวค่อนข้างสากและอาจก่อการระคายเคืองในบางราย
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เป็นยา เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยและขนาดยาที่เหมาะสมยังไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้กรรณิการ์เพื่อรักษาโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น มาลาเรีย แทนการรักษามาตรฐาน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ปัจจุบันยังมีข้อมูลทางคลินิกไม่เพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่างกรรณิการ์กับยาชนิดใดอย่างชัดเจน
  • เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์กดระบบประสาทหรือทำให้ง่วงซึมจากสารสกัดในสัตว์ทดลอง จึงควรระมัดระวังหากใช้ร่วมกับยาหรือสารที่มีฤทธิ์กดประสาทหรือทำให้ง่วง
  • ผู้ที่ใช้ยาต้านมาลาเรีย ยากดภูมิคุ้มกัน ยาระงับประสาท ยานอนหลับ หรือยาที่มีผลต่อตับและไต ไม่ควรนำกรรณิการ์มาใช้ร่วมโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  • ยังขาดการศึกษาทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับเอนไซม์ตับและการเปลี่ยนแปลงระดับยาในเลือด ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่ากรรณิการ์ไม่มีปฏิกิริยากับยา

การใช้ในอาหาร

  • ก้านหรือหลอดดอกสีส้มของกรรณิการ์มีสารให้สีธรรมชาติ และมีภูมิปัญญาการนำส่วนสีส้มของดอกมาสกัดเพื่อใช้ให้สี
  • มีข้อมูลในประเทศไทยเกี่ยวกับการนำดอกกรรณิการ์มาใช้เป็นแหล่งสีธรรมชาติสำหรับการย้อม และมีการกล่าวถึงการใช้สีจากดอกในบริบทของสีธรรมชาติ
  • หากนำไปใช้เป็นส่วนผสมอาหาร ควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้สีจากพืชตามภูมิปัญญา กับการใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอาหาร เนื่องจากไม่ใช่วัตถุดิบทุกชนิดจะได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสีผสมอาหารเชิงพาณิชย์

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ใช้เป็นไม้ประดับและไม้ดอกหอมสำหรับสวนและภูมิทัศน์
  • ดอกสามารถนำไปใช้ในงานเครื่องหอมและน้ำหอมพื้นบ้าน
  • ส่วนสีส้มของดอกใช้เป็นแหล่งสีธรรมชาติสำหรับงานย้อมผ้า
  • มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากสารสกัด แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษาควรมีการกำหนดมาตรฐานสารสำคัญ ความปลอดภัย และประสิทธิผลก่อน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอกควรเก็บในช่วงที่ดอกบานและมีสภาพสมบูรณ์ โดยกรรณิการ์จะบานในช่วงเย็นถึงกลางคืนและร่วงในตอนเช้า
  • หากต้องการทำวัตถุดิบแห้ง ควรคัดส่วนที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา ไม่มีสิ่งสกปรก และลดความชื้นอย่างเหมาะสม
  • งานวิจัยบางฉบับใช้วิธีผึ่งหรืออบแห้งส่วนของพืชก่อนบดเป็นผงและเก็บในภาชนะปิดสนิทเพื่อป้องกันความชื้นและการเสื่อมสภาพ
  • วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น และควรตรวจสอบกลิ่น สี และเชื้อราก่อนนำมาใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภูมิปัญญาไทยมีการใช้ใบ ดอก ราก เปลือกต้น และเนื้อไม้แตกต่างกันตามตำรับและพื้นที่
  • ใบมีการใช้เป็นยาขมเพื่อช่วยเจริญอาหารและใช้เกี่ยวกับไข้และระบบน้ำดี
  • ดอกใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับไข้ ลมวิงเวียน และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • รากมีการใช้สำหรับไอ ท้องผูก และการบำรุงธาตุ รวมถึงการดูแลเส้นผม
  • นอกจากด้านยาแล้ว กรรณิการ์ยังเป็นไม้หอมที่ปลูกในบริเวณบ้านเพื่อใช้ประโยชน์จากดอกและกลิ่นหอม
  • ในเอเชียใต้มีการใช้กรรณิการ์ในระบบอายุรเวทและการแพทย์พื้นบ้านสำหรับไข้ โรคข้อ โรคผิวหนัง และพยาธิ โดยมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กรรณิการ์มีความสัมพันธ์กับวรรณกรรมและวัฒนธรรมไทย โดยมีชื่อปรากฏในงานวรรณกรรมไทยหลายยุค
  • โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ระบุว่าดอกกรรณิการ์มีการกล่าวถึงในกาพย์กลอน และมีการกล่าวถึงในพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 1
  • ในอินเดีย กรรณิการ์เป็นที่รู้จักในชื่อ Parijat และมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางศาสนาและตำนานของอินเดีย
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Nyctanthes มีรากศัพท์ที่สื่อถึง “ดอกไม้กลางคืน” ขณะที่ arbor-tristis มีความหมายเกี่ยวกับ “ต้นไม้แห่งความเศร้า” ซึ่งสัมพันธ์กับลักษณะดอกที่ร่วงในช่วงเช้า
  • กรรณิการ์จึงมีคุณค่าทั้งในด้านไม้หอม สมุนไพร วรรณกรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาการใช้พืชของผู้คนในเอเชีย

สถานะการอนุรักษ์

  • Kew ระบุว่ากรรณิการ์ (Nyctanthes arbor-tristis L.) เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และมีถิ่นกำเนิดกว้างขวางในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่า ไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีระดับความเชื่อมั่นสูงในข้อมูลดังกล่าว
  • อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมพืชพื้นถิ่นและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะการเก็บส่วนของต้นจากธรรมชาติโดยไม่ทำลายต้นแม่พันธุ์

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • กลุ่มพืช: Tracheophytes / Streptophyta
  • ชั้น: Equisetopsida
  • อันดับ: Lamiales
  • วงศ์: Oleaceae
  • วงศ์ย่อย: Myxopyreae
  • สกุล: Nyctanthes L.
  • ชนิด: Nyctanthes arbor-tristis L.
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Nyctanthes tristis Salisb.; Nyctanthes dentata Blume; Bruschia macrocarpa Bertol.; Parilium arbor-tristis (L.) Gaertn.; Scabrita scabra L.; Scabrita triflora L.
  • ปัจจุบันสกุล Nyctanthes มีชนิดที่ได้รับการยอมรับ 2 ชนิด ได้แก่ Nyctanthes arbor-tristis และ Nyctanthes aculeata Craib โดยชนิดหลังเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). กรรณิการ์ (Nyctanthes arbor-tristis L.). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กรรณิการ์: Nyctanthes arbor-tristis L. สารานุกรมพืชในประเทศไทย.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กรรณิการ์. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  4. ศูนย์รวมข้อมูลพรรณไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). กรรณิการ์. ศูนย์รวมข้อมูลพรรณไม้.
  5. สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้/กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). กรรณิการ์. ฐานข้อมูลพรรณไม้และพืชสมุนไพร.
  6. Kew Science. (2026). Nyctanthes arbor-tristis L. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
  7. Chakraborty, A., & Datta, G. K. (2013). Nyctanthes arbor-tristis Linn.—A critical ethnopharmacological review. Journal of Ethnopharmacology, 146(3), 645–658. https://doi.org/10.1016/j.jep.2013.01.024
  8. Saxena, R. S., Gupta, B., & Singh, A. K. (2016). Antiparasitic and disease-modifying activity of Nyctanthes arbor-tristis Linn. in malaria: An exploratory clinical study. Journal of Ayurveda and Integrative Medicine, 7(4), 238–248. https://doi.org/10.1016/j.jaim.2016.08.003
  9. Tipugade, O., Sawale, J., & Jadhav, N. (2026). Nyctanthes arbor-tristis Linn.: Comprehensive insights into its medicinal, phytochemical and safety profiles. Natural Product Research, 40(11), 3338–3351. https://doi.org/10.1080/14786419.2025.2456086
  10. Haque, M. M., Sultana, N., Abedin, S. M. T., & Kabir, S. E. (2019). Phytochemical screening and determination of minerals and heavy metals in the flowers of Nyctanthes arbor-tristis L. Bangladesh Journal of Scientific and Industrial Research, 54(4). https://doi.org/10.3329/bjsir.v54i4.44566

Scroll to top