กกธูปฤาษี

กกธูปฤาษี

กกธูปฤาษี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ธูปฤาษี กกช้าง กกธูป หญ้าปรือ และหญ้าสลาบหลวง เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีที่พบได้ทั่วไปตามพื้นที่ชุ่มน้ำ ริมหนอง บึง คลอง และคูน้ำในประเทศไทย ลักษณะเด่นคือช่อดอกสีน้ำตาลทรงกระบอกคล้ายธูป จึงเป็นที่มาของชื่อ “ธูปฤาษี” นอกจากใช้ประโยชน์ด้านจักสานและงานหัตถกรรมแล้ว ยังมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะส่วนดอกและละอองเกสรในตำรายาจีน ส่วนข้อมูลการใช้เป็นยาของส่วนอื่น ๆ ในประเทศไทยควรถือเป็นข้อมูลด้านภูมิปัญญาและยังต้องการหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติม

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กกธูปฤาษี
  • ชื่ออื่น: ธูปฤาษี, กกช้าง, กกธูป, เฟื้อ, เฟื้อง, หญ้าเฟื้อง, หญ้ากกช้าง, หญ้าปรือ, หญ้าสลาบหลวง, หญ้าสะลาบหลวง, ปรือ
  • ชื่อสามัญ: Narrowleaf cattail, Narrow-leaved cattail, Lesser reedmace, Bulrush, Cattail
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Typha angustifolia L.
  • วงศ์: Typhaceae
  • ลักษณะการดำรงชีวิต: พืชล้มลุกอายุหลายปี เจริญเป็นกอ มีเหง้าใต้ดิน
  • ถิ่นอาศัย: พื้นที่ชุ่มน้ำ ริมหนอง บึง ทะเลสาบ คลอง และคูน้ำ
  • การกระจายในประเทศไทย: พบได้ทั่วไปและมีรายงานว่าพบทั่วประเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินแตกแขนง ลำต้นตั้งตรง ทรงกลม แข็ง สูงประมาณ 1.5–3 เมตร
  • เหง้า: อยู่ใต้ดินทอดเลื้อยและแตกหน่อใหม่ ทำให้สามารถเจริญเป็นกลุ่มหรือกอขนาดใหญ่
  • ใบ: ใบเดี่ยวออกจากบริเวณโคนต้น เรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะเป็นแถบแคบยาว ใบยาวประมาณ 52–120 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 0.4–1.2 เซนติเมตร โดยมีลักษณะค่อนข้างเหนียวและมีเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำ
  • ดอก: ออกเป็นช่อเชิงลดรูปทรงกระบอก ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนช่อเดียวกัน โดยส่วนดอกเพศผู้จะอยู่ด้านบน ส่วนดอกเพศเมียอยู่ด้านล่าง
  • ช่อดอกเพศเมีย: เมื่อแก่มีสีน้ำตาลเข้มและมีลักษณะคล้ายแท่งธูป เป็นลักษณะเด่นที่ทำให้เรียกว่า “ธูปฤาษี”
  • ผล: ผลมีขนาดเล็ก รูปรี เมื่อแก่มีขนจำนวนมากช่วยให้เมล็ดปลิวไปกับลม
  • ข้อมูลจาก e-Flora of Thailand ระบุว่าลำต้นสูงประมาณ 1.5–3 เมตร ใบยาว 52–120 เซนติเมตร และช่อดอกเพศเมียยาวประมาณ 15–30 เซนติเมตร โดยพบขึ้นทั่วไปในประเทศไทย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • เป็นพืชน้ำหรือพืชชุ่มน้ำที่มีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตอบอุ่นถึงเขตร้อน
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในซีกโลกเหนือเขตอบอุ่น และพบในหลายประเทศของยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ
  • ในประเทศไทยพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณขอบหนอง บึง ทะเลสาบ คลอง และพื้นที่น้ำตื้น
  • เป็นพืชที่สามารถขยายตัวเป็นกอหนาแน่นในพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่ที่มีการรบกวนของระบบนิเวศ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด และ เหง้า
  • เมล็ดมีขนละเอียดช่วยให้ปลิวไปตามลมและกระจายไปกับน้ำได้ง่าย
  • เมล็ดต้องการความชื้นในการงอก และสามารถงอกได้ดีบริเวณดินเลนหรือพื้นที่น้ำตื้น
  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้าทำได้โดยแยกหน่อหรือส่วนของเหง้าที่มีตาแล้วนำไปปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอและมีความชื้นสูงหรือมีน้ำตื้น
  • เนื่องจากกกธูปฤาษีสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วและเกิดเป็นกอหนาแน่น จึงควรควบคุมพื้นที่ปลูกไม่ให้รุกล้ำแหล่งน้ำธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตร

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ละอองเกสรหรือเกสรเพศผู้: เป็นส่วนที่มีข้อมูลทางเภสัชวิทยาและตำรับยาจีนมากที่สุด โดยใช้ในรูป “Typhae pollen” หรือ “Pollen Typhae”
  • รากและเหง้า: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยขับปัสสาวะ
  • ลำต้น: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่
  • ส่วนดอก: ใช้เป็นแหล่งของละอองเกสรและมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพร
  • ในตำรายาจีน แหล่งยาสำคัญคือ เกสรแห้งจากช่อดอกเพศผู้ โดย Typha angustifolia L. เป็นหนึ่งในพืชที่ใช้เป็นแหล่งของ Typhae pollen

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ละอองเกสร: ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนจีนใช้เพื่อช่วยห้ามเลือด ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด ลดภาวะเลือดคั่ง และช่วยขับปัสสาวะ
  • มีการใช้ตามตำรายาจีนในกรณีเลือดออก เช่น เลือดกำเดา เลือดออกทางเดินอาหาร ปัสสาวะเป็นเลือด เลือดออกผิดปกติทางนรีเวช และเลือดออกจากบาดแผล
  • มีการใช้ตามภูมิปัญญาจีนในอาการปวดประจำเดือน อาการปวดหลังคลอด และอาการปวดที่สัมพันธ์กับภาวะเลือดคั่ง
  • รากและเหง้า: มีรายงานการใช้เป็นยาขับปัสสาวะในภูมิปัญญาบางพื้นที่
  • สำหรับประเทศไทย แหล่งข้อมูลด้านพืชสมุนไพรมีการบันทึกการใช้ราก เหง้า ลำต้น และส่วนใต้ดินเพื่อช่วยขับปัสสาวะ แต่ข้อมูลดังกล่าวควรจัดเป็น ข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • ในตำรายาจีน ใช้ ละอองเกสรแห้ง (Typhae pollen) ในรูปยาต้ม หรือบดเป็นผง
  • แหล่งข้อมูลด้านการแพทย์แผนจีนบางแห่งระบุขนาดใช้โดยทั่วไปประมาณ 5–10 กรัม สำหรับการรับประทาน และใช้ภายนอกในปริมาณที่เหมาะสม
  • ในการใช้เป็นสมุนไพรไม่ควรนำส่วนของต้นจากแหล่งน้ำที่อาจปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนัก หรือจุลินทรีย์มาใช้รับประทาน
  • การใช้เพื่อรักษาอาการเลือดออก ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเลือดออกผิดปกติไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโดยแพทย์
  • สำหรับประเทศไทยยังไม่มีขนาดการใช้มาตรฐานของกกธูปฤาษีที่ควรแนะนำแก่ประชาชนทั่วไป จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบหน้าข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งปัจจุบันเผยแพร่ประกาศถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ไม่พบผลการค้นหาชื่อ “กกธูปฤาษี”, “ธูปฤาษี” หรือ Typha angustifolia ในฐานข้อมูลออนไลน์ที่ตรวจสอบได้
  • ดังนั้นไม่ควรระบุว่ากกธูปฤาษีเป็น “ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของประเทศไทย” หากไม่มีประกาศฉบับใหม่รองรับ
  • อย่างไรก็ตาม Typhae pollen มีสถานะเป็นเครื่องยาที่ใช้ในตำรายาจีน และมีการระบุ Typha angustifolia L. เป็นแหล่งของเกสรดังกล่าวในฐานข้อมูล Medicinal Plant Names Services ของ Kew

สารสำคัญ

  • Flavonoids: เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบเด่นในละอองเกสร เช่น isorhamnetin, kaempferol, quercetin, naringenin และ glycosides ต่าง ๆ
  • Typhaneoside: เป็นสารกลุ่ม flavonoid glycoside ที่ได้รับความสนใจในการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางหลอดเลือด
  • Steroids: เช่น β-sitosterol และสารสเตียรอยด์อื่น ๆ
  • Phenylpropanoids
  • Organic acids: รวมถึง ferulic acid, vanillic acid, protocatechuic acid และกรดไขมันบางชนิด
  • Volatile oils
  • Alkaloids
  • Glycerolipids และ cerebrosides
  • งานทบทวนปี 2025 รายงานว่าสามารถแยกและระบุสารจาก T. angustifolia ได้มากกว่า 90 ชนิด โดย flavonoids เป็นกลุ่มสารเด่นในละอองเกสร
  • งานวิจัยทางเคมีในปี 2022 สามารถแยกสารจากละอองเกสรได้ 20 ชนิด ครอบคลุม flavonoids, glycerolipids, alkaloids, steroids, carboxylic acids และ cerebroside

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากละอองเกสรมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยสารสำคัญบางชนิด เช่น typhaneoside และ isorhamnetin glycoside มีผลต่อระบบ SOD, MDA และ NO ในแบบจำลองเซลล์
  • การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดจากละอองเกสรมี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในแบบจำลองการอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง และการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันไม่พบการเสียชีวิตในขนาดที่ทดสอบสูงถึง 2,000 มก./กก. ในการศึกษาหนึ่ง
  • งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบผลต่อ การรวมตัวของเกล็ดเลือด การเกิดลิ่มเลือด และการไหลเวียนของเลือด ในสัตว์ทดลอง แต่ผลดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาในมนุษย์ได้
  • มีงานวิจัยระดับเซลล์และสัตว์ทดลองเกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลและภาวะดื้อต่ออินซูลิน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากกธูปฤาษีใช้รักษาโรคเบาหวานในคนได้
  • งานวิจัยด้านมะเร็งพบสารบางชนิดจากละอองเกสรที่มีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองและแบบจำลองสัตว์ แต่ยังอยู่ในระดับการวิจัยก่อนคลินิก ไม่ควรนำไปใช้กล่าวอ้างว่าสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ภาพรวมจากบทความทบทวนปี 2025 ระบุว่าหลักฐานปัจจุบันยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์ ชีวประสิทธิผล กลไกที่เชื่อมโยงกับการใช้แบบดั้งเดิม และหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์

เภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ: สารสกัดและ flavonoids บางชนิดมีผลลดตัวชี้วัดการอักเสบ เช่น IL-6, TNF-α, iNOS และ COX-2 ในแบบจำลองเซลล์และสัตว์
  • ต้านอนุมูลอิสระ: เพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระบางชนิด เช่น SOD และลดตัวชี้วัด lipid peroxidation
  • ต่อเกล็ดเลือดและการแข็งตัวของเลือด: มีผลต่อ platelet aggregation และตัวชี้วัดระบบการแข็งตัวของเลือดในแบบจำลองสัตว์หลายการศึกษา
  • ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: มีรายงานผลต่อไขมันในเลือด เยื่อบุหลอดเลือด และการอักเสบของหลอดเลือดในแบบจำลองก่อนคลินิก
  • ระงับปวด: สารสกัดจากละอองเกสรแสดงฤทธิ์ลดความไวต่อความเจ็บปวดในสัตว์ทดลอง
  • เมแทบอลิซึมของกลูโคส: flavonoids จากละอองเกสรมีผลเพิ่มการใช้กลูโคสและปรับสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับ insulin resistance ในการทดลองระดับเซลล์
  • ระบบภูมิคุ้มกัน: มีรายงานฤทธิ์กดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในแบบจำลองสัตว์ จึงควรระมัดระวังการตีความและการใช้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ของ Typha angustifolia โดยเฉพาะการใช้เป็นยาต่อเนื่องยังมีจำกัด
  • การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ของสารสกัดละอองเกสรการศึกษาหนึ่งไม่พบการเสียชีวิตหรือพฤติกรรมผิดปกติที่ขนาดสูงสุด 2,000 มก./กก. แต่ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถรับรองความปลอดภัยในมนุษย์ได้ทั้งหมด
  • ละอองเกสรของธูปฤาษีอาจก่อให้เกิด อาการแพ้ ในผู้ที่ไวต่อเกสรพืช
  • มีข้อมูลว่าปุยเมล็ดของพืชอาจก่อการระคายเคืองผิวหนังและอาการทางระบบทางเดินหายใจในผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้
  • การศึกษาระดับเซลล์พบว่าสารสกัดจากพืชมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน จึงไม่ควรสรุปว่า “ปลอดภัยเพราะเป็นพืชธรรมชาติ”
  • หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาด้วยตนเอง เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองในหลอดทดลองว่าสารสกัดละอองเกสรสามารถเพิ่มความตึงตัวและยืดระยะการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกในหนูได้ และตำรายาจีนก็มีข้อควรระวังในหญิงตั้งครรภ์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างกกธูปฤาษีกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน
  • อย่างไรก็ตาม งานทดลองจำนวนมากพบว่าสารจากละอองเกสรมีผลต่อ เกล็ดเลือด การเกิดลิ่มเลือด และระบบการแข็งตัวของเลือด ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังหากใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือการทำงานของเกล็ดเลือด เช่น warfarin, aspirin, clopidogrel หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ๆ จนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจน
  • เนื่องจากมีข้อมูลระดับเซลล์เกี่ยวกับการเพิ่มการใช้กลูโคสและการปรับ insulin sensitivity ผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยา
  • ไม่ควรหยุดหรือลดขนาดยาที่แพทย์สั่งเพื่อเปลี่ยนมาใช้กกธูปฤาษี

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อน: มีรายงานว่าสามารถรับประทานสดหรือปรุงสุกได้ และมีการใช้เป็นผักพื้นบ้านในบางพื้นที่ของประเทศไทย
  • โคนใบอ่อน: สามารถรับประทานได้เมื่อยังอ่อนและนุ่ม
  • ก้านช่อดอกอ่อน: ในบางประเทศนำมาปรุงอาหารและมีรสสัมผัสคล้ายข้าวโพดอ่อน
  • เหง้าและส่วนใต้ดิน: มีแป้งสะสมสูง สามารถนำมาแปรรูปเป็นแป้งได้
  • ละอองเกสร: มีโปรตีนและสารอาหาร สามารถนำไปผสมแป้งในอาหารบางประเภท เช่น ขนมปัง แพนเค้ก หรือผลิตภัณฑ์อบ
  • ควรเลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่สะอาดและปลอดภัย เนื่องจากกกธูปฤาษีสามารถขึ้นในพื้นที่รับน้ำเสียและสามารถสะสมสารมลพิษจากสิ่งแวดล้อมได้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • งานจักสาน: ใบใช้ทำเสื่อ ตะกร้า กระบุง และเครื่องจักสานอื่น ๆ
  • วัสดุมุงหลังคา: ใบแห้งสามารถนำมาใช้มุงหลังคา
  • เชือกและเส้นใย: ใบและเส้นใยสามารถนำมาทำเชือกและวัสดุจากเส้นใย
  • กระดาษและเยื่อกระดาษ: ลำต้นมีเซลลูโลสสูงและสามารถนำไปผลิตเยื่อกระดาษ
  • สิ่งทอและวัสดุเส้นใย: มีการศึกษาการนำเส้นใยกกธูปฤาษีไปพัฒนาวัสดุสิ่งทอและผลิตภัณฑ์จากเส้นใย
  • วัสดุตกแต่ง: ช่อดอกแก่แห้งนิยมใช้เป็นวัสดุตกแต่ง
  • วัสดุชีวภาพ: มีงานวิจัยเกี่ยวกับการนำเซลลูโลสจากธูปฤาษีไปพัฒนาเป็นไฮโดรเจลและวัสดุปิดแผลในระดับการวิจัย
  • e-Flora of Thailand ระบุการใช้ใบสำหรับมุงหลังคา ทำเสื่อ และเครื่องจักสาน รวมถึงการใช้ช่อดอกแห้งเพื่อการตกแต่ง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ละอองเกสร: โดยทั่วไปเก็บในช่วงที่ช่อดอกเพศผู้เจริญเต็มที่และมีละอองเกสรสีเหลือง ก่อนที่ละอองเกสรจะกระจายออกมากเกินไป
  • การเก็บเกสรตามตำรายาจีนทำโดยเก็บส่วนบนของช่อดอกเพศผู้ นำมาตากให้แห้ง แล้วแยกหรือร่อนเอาละอองเกสรออก
  • ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และแสง
  • ควรเก็บในสถานที่แห้ง อากาศถ่ายเท และไม่มีกลิ่นสารเคมี
  • หากใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรตรวจสอบเอกลักษณ์พืชและคุณภาพก่อนนำไปใช้ โดยเฉพาะเมื่อเก็บจากธรรมชาติ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในประเทศไทย กกธูปฤาษีเป็นพืชที่ผูกพันกับวิถีชีวิตบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำและมีการใช้ประโยชน์จากใบเพื่อทำเครื่องจักสาน
  • ชื่อพื้นบ้านแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กกช้าง ธูปฤาษี กกธูป หญ้าสลาบหลวง และปรือ
  • มีการบันทึกการใช้รากและเหง้าเพื่อช่วยขับปัสสาวะในข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้าน
  • ยอดอ่อนสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ในบางพื้นที่
  • ความรู้เหล่านี้ควรจัดเป็น ภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากพืช และไม่ควรตีความเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์โดยอัตโนมัติ

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อ “ธูปฤาษี” มาจากรูปร่างของช่อดอกเพศเมียที่มีลักษณะเป็นแท่งยาวสีน้ำตาลคล้ายธูป
  • ในประเทศไทยช่อดอกแห้งถูกนำมาใช้เป็นวัสดุตกแต่ง ขณะที่ใบมีบทบาทสำคัญในงานจักสานและงานหัตถกรรมพื้นบ้าน
  • ในการแพทย์แผนจีน ละอองเกสรของพืชสกุล Typha หรือ 蒲黄 (Pú Huáng) มีประวัติการใช้เป็นเครื่องยามายาวนาน โดยใช้ในกลุ่มอาการเลือดออก เลือดคั่ง ปวดประจำเดือน และอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ฐานข้อมูล Medicinal Plant Names Services ของ Kew ระบุ Typha angustifolia L. เป็นหนึ่งในแหล่งพืชของเครื่องยา “cattail pollen” และ “Typhae pollen” ในตำรายาสมุนไพรของจีนและไต้หวัน

สถานะการอนุรักษ์

  • Typha angustifolia L. มีการกระจายพันธุ์กว้างและพบได้ทั่วไปในพื้นที่ชุ่มน้ำหลายภูมิภาค
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุสถานะตาม IUCN Red List เป็น Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำ/ไม่น่าเป็นห่วง
  • การประเมิน IUCN ระบุว่าเป็นพืชน้ำที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและยังไม่มีภัยคุกคามสำคัญในระดับโลก
  • อย่างไรก็ตาม ในระดับท้องถิ่นควรระมัดระวังการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยสำคัญของพืชชนิดนี้

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง: Tracheophyta
  • ชั้น: Liliopsida
  • อันดับ: Poales
  • วงศ์: Typhaceae
  • สกุล: Typha
  • ชนิด: Typha angustifolia L.
  • ชื่อที่ยอมรับ: Typha angustifolia L.
  • ชื่อสามัญ: Narrowleaf cattail, Lesser reedmace
  • ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน: Massula angustifolia (L.) Dulac และชื่อระดับรูปแบบ/ชนิดย่อยบางรายการ
  • ฐานข้อมูล TH-BIF ระบุ Typha angustifolia L. เป็นชื่อที่ยอมรับ (Accepted) และจัดอยู่ในวงศ์ Typhaceae อันดับ Poales
  • NCBI Taxonomy ระบุสายอนุกรมวิธานของชนิดนี้อยู่ในอันดับ Poales วงศ์ Typhaceae สกุล Typha

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation. (2008). Typha angustifolia L. In e-Flora of Thailand, Volume 9, Part 2.
  2. Kew Science, Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Typha angustifolia L. Plants of the World Online.
  3. Liu, J., Chen, Z., Tao, S., Shu, X., Shao, B., Zhang, X., Yang, Y., & Wang, X. (2025). Traditional uses and emerging therapeutic potential of Typha angustifolia L.: Insights into its phytochemistry, pharmacological activities and quality control. Frontiers in Pharmacology, 16, 1557136. https://doi.org/10.3389/fphar.2025.1557136
  4. Chen, P., Cao, Y., Bao, B., Zhang, L., & Ding, A. (2017). Antioxidant capacity of Typha angustifolia extracts and two active flavonoids. Pharmaceutical Biology, 55(1), 1283–1288. https://doi.org/10.1080/13880209.2017.1300818
  5. Varpe, S. S., Juvekar, A. R., Bidikar, M. P., & Juvekar, P. (2012). Evaluation of anti-inflammatory activity of Typha angustifolia pollen grains extracts in experimental animals. Indian Journal of Pharmacology, 44(6), 788–791. https://doi.org/10.4103/0253-7613.103303
  6. Ke, J.-H., An, R.-B., Cui, E.-J., & Zheng, C.-J. (2022). Chemical constituents of the pollen of Typha angustifolia L. Biochemical Systematics and Ecology, 104, 104460. https://doi.org/10.1016/j.bse.2022.104460
  7. National Center for Biotechnology Information. (n.d.). Typha angustifolia Taxonomy Browser.
  8. Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning. (n.d.). TH-BIF: Typha angustifolia L.
  9. U.S. Forest Service. (n.d.). Typha angustifolia, narrowleaf cattail. Fire Effects Information System.
  10. NParks. (n.d.). Typha angustifolia. Flora & Fauna Web.

 

Scroll to top