กล้วยหมูสัง

กล้วยหมูสัง

กล้วยหมูสัง

กล้วยหมูสัง เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ในวงศ์กระดังงา (Annonaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. พบตามธรรมชาติในพื้นที่เขตร้อนของเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบในประเทศไทยหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะเด่นคือดอกขนาดใหญ่สีแดงถึงแดงเลือดนก มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และผลสุกสีเหลืองอมส้มที่รับประทานได้ ชื่อ “กล้วยหมูสัง” ไม่ได้หมายถึงพืชในวงศ์กล้วย แต่เรียกตามลักษณะผลที่ออกเป็นกลุ่มคล้ายหวีกล้วย ส่วนคำว่า “มูสัง” เป็นคำท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับชะมด ซึ่งเป็นสัตว์ที่กินผลของพืชชนิดนี้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กล้วยหมูสัง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem.
  • วงศ์: Annonaceae หรือวงศ์กระดังงา
  • ชื่อท้องถิ่น: กล้วยมดสัง, กล้วยมุดสัง, กล้วยมูซัง, ย่านนมควาย, กล้วยพังพอน และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ตามพื้นที่
  • ลักษณะการเจริญเติบโต: ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยพาดตามต้นไม้อื่นได้
  • ถิ่นที่พบในประเทศไทย: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ กรุงเทพมหานคร และภาคใต้ ตามข้อมูล e-Flora of Thailand
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา: ใบและราก
  • ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร: ผลสุก
  • การใช้พื้นบ้าน: ใช้ใบและรากต้มเป็นยาแก้ปวดท้อง และใช้ใบต้มกับข้าวเพื่อบรรเทาอาการท้องขึ้นท้องเฟ้อ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ แตกกิ่งจากโคนได้หลายเถา กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเหลืองค่อนข้างหนาแน่น ลำต้นมีความเหนียวและสามารถเลื้อยพาดตามพุ่มไม้ได้เป็นระยะทางไกล
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ ก้านใบสั้น แผ่นใบรูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบกลมหรือเว้าตื้น ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างสีเขียวนวลและมีขนนุ่ม
  • ดอก: ออกเป็นดอกเดี่ยวตามกิ่งหรือบริเวณปลายกิ่ง บางครั้งอยู่ตรงข้ามหรือเยื้องกับใบ ดอกมีขนาดใหญ่ กลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกค่อนข้างหนา สีแดงสดถึงแดงเลือดนก และโคนกลีบอาจมีสีเหลืองอ่อน ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยเฉพาะในช่วงพลบค่ำและกลางคืน
  • เกสร: มีเกสรเพศผู้จำนวนมากรวมตัวกันแน่นบริเวณกลางดอก
  • ผล: เป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยหลายผลรวมกันเป็นกระจุก ผลย่อยมีรูปร่างทรงกระบอกสั้น ผิวมีตุ่มและขนประปราย ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม มีเมล็ดจำนวนมาก
  • รสและลักษณะผลสุก: มีกลิ่นหอม รสหวานอมเปรี้ยว และสามารถรับประทานได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน โดยมีเขตการกระจายตั้งแต่จีนตอนใต้ ผ่านอินโดจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี และฟิลิปปินส์
  • ประเทศไทย: พบในหลายพื้นที่ โดย e-Flora of Thailand รายงานการพบในจังหวัดหนองคาย ชัยภูมิ อุบลราชธานี ประจวบคีรีขันธ์ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี ตราด สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง และสงขลา
  • ถิ่นอาศัย: พบในป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าไม่ผลัดใบในพื้นที่ค่อนข้างชื้น โดยเฉพาะพื้นที่ราบถึงพื้นที่ระดับความสูงไม่มาก

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม: เป็นพืชเขตร้อนที่เหมาะกับบริเวณที่มีความชื้นเพียงพอและมีแสงแดดค่อนข้างมาก
  • ดิน: ควรใช้ดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดีและมีอินทรียวัตถุเพียงพอ
  • น้ำ: ต้องการน้ำปานกลาง ควรรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขัง
  • การขยายพันธุ์: มีรายงานการขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด การปักชำกิ่ง และการตอนกิ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านเทคนิคการผลิตต้นพันธุ์เชิงการค้ายังมีไม่มาก จึงควรทดลองวิธีและวัสดุปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ก่อนขยายในปริมาณมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ
  • ราก

ส่วนดังกล่าวมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มชุมชนในภาคใต้และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบและราก: ใช้ต้มกับน้ำดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง
  • ใบ: ชาวมลายูมีการนำใบมาต้มกับข้าวรับประทานเพื่อบรรเทาอาการท้องขึ้นและท้องเฟ้อ
  • ใบ ราก และเปลือก: ฐานข้อมูลทรัพยากรพืชอาหารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (PROSEA) รายงานการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับอาการปวดท้อง ปวดบริเวณช่องท้อง และโรคผิวหนัง

ข้อมูลดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาและชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • ใช้ใบและราก: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่มเพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง
  • ใช้ใบเป็นอาหารประกอบการใช้พื้นบ้าน: ชาวมลายูมีการนำใบมาต้มกับข้าวเพื่อช่วยบรรเทาอาการท้องขึ้นและท้องเฟ้อ

หมายเหตุ: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทาน ระยะเวลาในการใช้ หรือขนาดสารสกัดมาตรฐานสำหรับการรักษาโรค จึงไม่ควรนำวิธีใช้พื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโดยตรง

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Uvaria grandiflora ได้แก่ alkaloids, polyoxygenated cyclohexenes, triterpenoids, megastigmane glycosides, saponins และสารประกอบฟีนอลิกหรือสารอะโรมาติกบางชนิด

มีรายงานการแยกสารจากกิ่ง ได้แก่ aristolactam AII, aristolactam BI, velutinam, griffithinam, isoursuline และ sinactine โดยพบว่า velutinam แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH

จากใบ มีการค้นพบสารกลุ่ม highly oxygenated cyclohexenes ได้แก่ uvariagrandols A และ B รวมถึงสารที่เคยรายงานมาก่อน เช่น grandifloracin และ 6-methoxyzeylenol เป็นต้น

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า velutinam ที่แยกจากกิ่งของ Uvaria grandiflora มีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: งานเดียวกันมีการประเมินฤทธิ์ต้านจุลชีพของสารที่แยกได้บางชนิด โดยเป็นหลักฐานระดับการทดลองในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง: งานวิจัยปี 2025 ที่ศึกษาองค์ประกอบจากใบพบว่า grandifloracin มีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งสายพันธุ์ SW480 และ K562 ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase: 6-methoxyzeylenol แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการ โดยมีค่า IC50 34.1 ไมโครโมลาร์
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา: มีการศึกษาสาร zeylenone จาก Uvaria grandiflora และพบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราก่อโรคพืชและ oomycetes หลายชนิด จึงมีการเสนอศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารกำจัดเชื้อราจากพืช

หลักฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น การศึกษาในหลอดทดลองหรือระดับสารบริสุทธิ์ ไม่ใช่การทดลองรักษาในมนุษย์ ดังนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากล้วยหมูสังสามารถใช้รักษามะเร็ง เบาหวาน หรือโรคติดเชื้อในคนได้

เภสัชวิทยา

งานวิจัยทางเภสัชวิทยาของ Uvaria grandiflora ให้ความสนใจกับฤทธิ์ของสารประกอบเฉพาะชนิดมากกว่าการศึกษาตำรับสมุนไพรทั้งต้น โดยมีรายงานเกี่ยวกับ

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากสาร velutinam
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ จากสารบางชนิดที่แยกจากกิ่ง
  • ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง ของสารกลุ่ม polyoxygenated cyclohexenes และสารอื่น ๆ
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase ของ 6-methoxyzeylenol
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและความเป็นพิษของ zeylenol ซึ่งมีการศึกษาในแบบจำลองสัตว์ทดลอง

ควรเน้นว่าผลการทดลองดังกล่าวเป็นหลักฐานเบื้องต้นของฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาด้านกลไก ขนาดยา เภสัชจลนศาสตร์ ความปลอดภัย และการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้เป็นยา

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกล้วยหมูสังในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงไม่ควรสรุปว่ามีความปลอดภัยสมบูรณ์จากข้อมูลการใช้พื้นบ้านเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยบางส่วนได้ประเมินความเป็นพิษในสัตว์ทดลองหรือระดับเซลล์ของสารบางชนิด แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ ดังนั้นผู้ตั้งครรภ์ ผู้ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก: ผลมีสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม รสหวานอมเปรี้ยว และสามารถรับประทานสดได้
  • การถนอมอาหาร: มีข้อมูลในฐานข้อมูล PROSEA ว่าผลสามารถรับประทานสดหรือเก็บรักษาในรูปแบบแปรรูปได้
  • ใบ: ในภูมิปัญญาของชาวมลายูมีการนำใบมาต้มกับข้าว ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งกับการบริโภคและการใช้พื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการท้องขึ้นท้องเฟ้อ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับศึกษาผลิตภัณฑ์สารสกัด เนื่องจากพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะระบุรูปแบบผลิตภัณฑ์หรือขนาดสารสกัดมาตรฐานสำหรับการรักษาโรค
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: ผลสุกสามารถใช้เป็นทรัพยากรอาหารท้องถิ่น และมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลไม้
  • ไม้ประดับ: ดอกมีขนาดใหญ่ สีแดงสวย และมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จึงมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็นไม้เถาประดับ
  • วัสดุจักสาน: เถามีความเหนียวและแข็ง สามารถนำมาใช้ทดแทนหวายได้ในบางพื้นที่

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานการเก็บเกี่ยววัตถุดิบยาของกล้วยหมูสังที่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย จึงควรยึดหลักการจัดการวัตถุดิบสมุนไพรทั่วไป ได้แก่

  • ใบ: เลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย
  • ราก: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ และหลีกเลี่ยงการเก็บจากประชากรธรรมชาติที่มีขนาดเล็กหรือหายาก
  • การทำให้แห้ง: ควรทำความสะอาดและลดความชื้นโดยวิธีที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสลายของสารสำคัญ
  • การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กล้วยหมูสังมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาพื้นบ้านในภาคใต้ของประเทศไทยและในภูมิภาคมลายู โดยมีการใช้ ใบและราก สำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องขึ้น และท้องเฟ้อ นอกจากนี้ผลสุกยังเป็นอาหารของคนและสัตว์ป่า และเถามีการใช้ประโยชน์แทนหวาย

ข้อมูลจากฐานทรัพยากรพรรณพืชของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ ระบุการใช้ใบต้มกับข้าวเพื่อบรรเทาอาการท้องขึ้นท้องเฟ้อ และการนำใบกับรากมาต้มเป็นยาบำบัดอาการปวดท้อง

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “กล้วยหมูสัง” หรือ “กล้วยมูสัง” สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้ คำว่า “มูสัง” มีความหมายเกี่ยวข้องกับ ชะมด ในภาษามลายู และผลของพืชชนิดนี้เป็นอาหารของสัตว์ป่าหลายชนิด จึงมีการอธิบายชื่อในลักษณะ “กล้วยของชะมด” ประกอบกับผลที่รวมกันเป็นกลุ่มคล้ายหวีกล้วย จึงกลายเป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาไทยถิ่นใต้

สถานะการอนุรักษ์

สถานะการอนุรักษ์ควรนำเสนออย่างระมัดระวัง เนื่องจากฐานข้อมูลแต่ละระบบใช้เกณฑ์และขอบเขตต่างกัน

  • ระดับโลก: Plants of the World Online (Kew) ยอมรับ Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ และการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ที่แสดงในฐานข้อมูล Kew ระบุว่า predicted extinction risk: not threatened
  • ประเทศไทย: เอกสาร Threatened Plants in Thailand ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เคยระบุ Uvaria grandiflora var. flava ซึ่งปัจจุบันถูกจัดเป็นคำพ้องของ Uvaria grandiflora ว่ามีสถานะเกี่ยวข้องกับพืชหายาก (R) ในประเทศไทย
  • การตีความ: ไม่ควรนำสถานะของรูปแบบหรือพันธุ์ย่อยในเอกสารเก่ามาเท่ากับสถานะของชนิดพันธุ์ปัจจุบันโดยตรง แต่ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าประชากรบางพื้นที่ควรได้รับการดูแลและไม่ควรเก็บรากจากธรรมชาติมากเกินไป

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Magnoliales
  • Family: Annonaceae
  • Genus: Uvaria L.
  • Species: Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem.

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Unona grandiflora, Uvaria purpurea, Uvaria platypetala, Uvaria rhodantha และ Uvaria rubra เป็นต้น โดยปัจจุบัน Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (accepted name)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2565). Flora of Thailand: Volume 16, Part 1: Annonaceae, Uvaria grandiflora. สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). ย่านนมควาย Uvaria grandiflora.
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2560). Threatened Plants in Thailand. สำนักหอพรรณไม้.
  4. Kongkum, N., Thanasansurapong, S., Surapanich, N., Kumutanat, W., Sukkum, C., Kuhakarn, C., Jaipetch, T., Reutrakul, V., & Hongthong, S. (2021). Antioxidant and antimicrobial alkaloids isolated from twigs of Uvaria grandiflora Roxb. ScienceAsia, 47S, 14–18.
  5. Jansen, P. C. M., Jukema, J., Oyen, L. P. A., & van Lingen, T. G. (1991). Uvaria grandiflora Roxb. In E. W. M. Verheij & R. E. Coronel (Eds.), Plant Resources of South-East Asia No. 2: Edible fruits and nuts. PROSEA Foundation.
  6. Kew Science. (2026). Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
  7. Khamthong, N., et al. (2025). Highly oxygenated cyclohexenes from the leaves of Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem and their cytotoxic and α-glucosidase inhibitory activities. Heliyon, 11(1), e41326.
  8. Nguyen, T. H. (2018). Antioxidant activity and acute toxicity of extract of Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. Journal of Medicine and Pharmacy, 8(3).
  9. Tran, T. D., et al. (2015). A new polyoxygenated cyclohexene and a new megastigmane glycoside from Uvaria grandiflora. Bioorganic & Medicinal Chemistry Letters, 25(16), 3246–3250.

 

Scroll to top