ขี้เหล็ก

ขี้เหล็ก

ขี้เหล็ก

ขี้เหล็ก เป็นสมุนไพรไทยที่มีความสำคัญทั้งในด้านอาหารและการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ ใบอ่อนและดอกตูม ที่นิยมนำมาปรุงเป็นแกงขี้เหล็ก นอกจากนี้ขี้เหล็กยังมีการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับอาการท้องผูกและอาการนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม ขี้เหล็กมีสารสำคัญอย่าง บาราคอล (Barakol) และสารกลุ่มแอนทราควิโนน จึงควรให้ความสำคัญกับวิธีเตรียม การใช้ และความปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขี้เหล็ก
  • ชื่อไทย : ขี้เหล็ก
  • ชื่อท้องถิ่น : ขี้เหล็กบ้าน, ขี้เหล็กแก่น, ขี้เหล็กใหญ่, ขี้เหล็กหลวง, ผักจี้ลี้, แมะขี้แหละพะโดะ และยะหา โดยชื่อเรียกอาจแตกต่างกันตามภูมิภาค
  • ชื่อสามัญ : Siamese cassia, Siamese senna, Cassod tree, Thai copper pod
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Cassia siamea Lam., Cassia florida Vahl
  • วงศ์ : Fabaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้งพืชอาหาร พืชสมุนไพร ไม้ใช้สอย และไม้สำหรับงานภูมิทัศน์
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา : ใบอ่อน ดอกตูม แก่น เปลือกต้น ราก และส่วนอื่น ๆ ของต้น
  • จุดเด่นด้านสมุนไพร : ใบอ่อนและดอกตูมมีการใช้เป็น ยาระบายอ่อน ๆ และใช้ตามภูมิปัญญาไทยสำหรับ อาการนอนไม่หลับ ขณะที่สารกลุ่มแอนทราควิโนนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ระบาย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ สูงประมาณ 10–15 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม เปลือกต้นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเทา และอาจมีร่องแตกตื้นตามยาว
  • ใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยหลายคู่ โดยทั่วไปใบย่อยมีรูปร่างรีหรือรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือเว้าตื้นเล็กน้อย โคนใบมน ขอบใบเรียบ
  • ดอก : ดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรเพศผู้หลายอัน
  • ผล : เป็นฝักแบนยาว เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด
  • เมล็ด : มีจำนวนหลายเมล็ดเรียงอยู่ภายในฝัก
  • ลักษณะเด่นสำหรับจำแนก : ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยหลายคู่ ดอกสีเหลือง และฝักแบนยาว เป็นลักษณะที่ช่วยแยกขี้เหล็กออกจากพืชสกุลใกล้เคียงได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้และอินโดจีน โดย Kew ระบุเขตถิ่นกำเนิดครอบคลุม ไทย ลาว เมียนมา เวียดนาม และศรีลังกา
  • การกระจายพันธุ์ : พบปลูกและขึ้นได้ในหลายประเทศเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย แอฟริกา อเมริกา และหมู่เกาะเขตร้อน
  • ในประเทศไทย : พบปลูกและพบขึ้นทั่วไปในหลายภูมิภาค เนื่องจากเป็นไม้ที่ปรับตัวได้ดีในสภาพอากาศร้อน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : ขี้เหล็กเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อน ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก และสามารถปรับตัวกับสภาพดินได้หลากหลาย
  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด และสามารถขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งได้
  • การปลูก : ควรเตรียมพื้นที่ให้มีการระบายน้ำดี ปลูกต้นกล้าในบริเวณที่ได้รับแสงแดด และให้น้ำในระยะแรกจนต้นตั้งตัวได้
  • การดูแล : เมื่อต้นตั้งตัวแล้วสามารถเจริญเติบโตได้ค่อนข้างดี ควรตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มและกระตุ้นการแตกยอดอ่อน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาไทยสำหรับอาการท้องผูก และใบอ่อนมีการใช้เกี่ยวข้องกับอาการนอนไม่หลับ
  • ดอก : โดยเฉพาะดอกตูม มีการใช้ร่วมกับใบอ่อนทั้งด้านอาหารและสมุนไพร
  • แก่น : ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ
  • ราก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นในตำรับยา
  • ทั้งต้น : ปรากฏในตำรายาแผนไทยบางรายการ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบอ่อน : ใช้เป็น ยาระบาย สำหรับอาการท้องผูกตามภูมิปัญญาไทย
  • ใบอ่อนและดอกตูม : มีการใช้เพื่อช่วยให้นอนหลับและผ่อนคลายตามภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยเกี่ยวข้องกับสาร Barakol
  • ใบอ่อนและดอกตูม : ใช้เป็นอาหารและเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน
  • แก่นและส่วนอื่น ๆ : ปรากฏการใช้ในตำรับยาแผนไทยสำหรับกลุ่มอาการต่าง ๆ แต่การใช้เหล่านี้ควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง ภูมิปัญญาดั้งเดิม กับ หลักฐานทางคลินิกสมัยใหม่
  • ข้อมูลด้านการแพทย์แผนไทยระบุว่าขี้เหล็กอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่ใช้สำหรับ ท้องผูก เบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ ในงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยใบใช้สำหรับท้องผูก และใบอ่อนกับดอกตูมใช้สำหรับอาการนอนไม่หลับและเบื่ออาหาร

หมายเหตุด้านหลักฐาน: สรรพคุณหลายประการของขี้เหล็กมาจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ส่วนหลักฐานทางคลินิกสำหรับการรักษาโรคเฉพาะยังมีจำกัด จึงไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหาร : ใบอ่อนและดอกตูมมักนำมาต้มและเทน้ำทิ้งก่อนนำไปประกอบอาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก เพื่อช่วยลดความขมและลดสารบางกลุ่ม
  • ใช้ตามภูมิปัญญาสำหรับอาการท้องผูก : มีการใช้ใบอ่อนต้มเป็นน้ำดื่มในตำรับพื้นบ้าน
  • การใช้เพื่อช่วยการนอนหลับ : ในอดีตมีการนำใบขี้เหล็กไปทำเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับช่วยให้นอนหลับ แต่การใช้ใบขี้เหล็กบดหรือสารสกัดเข้มข้นโดยไม่ผ่านการเตรียมที่เหมาะสมมีข้อกังวลด้าน พิษต่อตับ
  • การเตรียมเป็นอาหารด้วยการต้มใบอ่อนและเทน้ำทิ้ง 2 ครั้งสามารถลดปริมาณแอนทราควิโนนและบาราคอลลงได้อย่างชัดเจน งานวิจัยหนึ่งพบว่าการต้มใบอ่อน 2 ครั้งลดปริมาณแอนทราควิโนนไกลโคไซด์มากกว่า 75% และอีกการศึกษาพบว่าบาราคอลลดลงได้ถึงประมาณ 90%

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ขี้เหล็กมีความเกี่ยวข้องกับระบบยาสมุนไพรไทยทั้งในด้าน ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ และงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยเอกสารรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติระบุ Senna siamea ในรายการวัตถุยา ได้แก่ แก่น ทั้งต้น และใบ ในรูปแบบชื่อยาสมุนไพรตามเภสัชตำรับ

อย่างไรก็ตาม การมีชื่อขี้เหล็กอยู่ในรายการวัตถุยาแผนไทย ไม่ควรตีความว่าใบขี้เหล็กสามารถใช้เป็นยาสมุนไพรเดี่ยวในรูปแบบใดก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เนื่องจากมีประเด็นด้านความเป็นพิษต่อตับของผลิตภัณฑ์จากใบ โดยเฉพาะรูปแบบเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเตรียมที่เหมาะสม

สารสำคัญ

  • Barakol และ Anhydrobarakol : เป็นสารกลุ่มโครโมนที่พบเด่นในใบขี้เหล็ก โดยเฉพาะใบอ่อน มีการศึกษาความสัมพันธ์กับฤทธิ์กดประสาทและช่วยให้นอนหลับ
  • Anthraquinones : เช่น rhein, chrysophanol, emodin, physcion และ sennosides ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ระบาย
  • Flavonoids : เช่น kaempferol และ apigenin
  • Alkaloids : มีรายงานสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ เช่น siaminine และ siamiene
  • สารกลุ่มอื่น : มีรายงานแทนนิน ซาโปนิน และสารประกอบฟีนอลิกหลายชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้านเภสัชเวทพบว่า ใบอ่อนขี้เหล็กมีสารแอนทราควิโนนไกลโคไซด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ระบาย
  • การศึกษาการเตรียมใบขี้เหล็กเป็นอาหารพบว่าการ ต้มและเทน้ำทิ้ง สามารถลดสารสำคัญบางชนิดได้อย่างมาก จึงสนับสนุนแนวทางการเตรียมแกงขี้เหล็กตามภูมิปัญญาไทย
  • มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดใบขี้เหล็ก แต่ผลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าขี้เหล็กสามารถใช้รักษา โรคเบาหวานในมนุษย์ ได้
  • งานวิจัยสมัยใหม่ยังศึกษาฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต่อระบบเมแทบอลิซึมของสารสกัดจากขี้เหล็ก แต่หลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับ หลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง
  • งานวิจัยปี 2025 รายงานว่าสารสกัดรากขี้เหล็กและสาร Chrysophanol กับ Cassiamin A แสดงฤทธิ์ต้าน Plasmodium berghei ในหนูทดลอง อย่างไรก็ตามยังไม่ใช่หลักฐานว่าขี้เหล็กสามารถใช้รักษาโรคมาลาเรียในคนได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง : Barakol และสารสกัดจากใบมีรายงานฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ลดการเคลื่อนไหว และมีฤทธิ์ช่วยให้ง่วงนอนในงานวิจัยก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์ระบาย : สารกลุ่มแอนทราควิโนนและไกลโคไซด์ของแอนทราควิโนนมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์กระตุ้นการขับถ่าย
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : มีรายงานจากการศึกษาในสัตว์ทดลองว่าสารสกัดใบขี้เหล็กสามารถลดระดับกลูโคสในเลือดได้ แต่ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบมีรายงานฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานในงานวิจัยระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ควรสรุปเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

ความปลอดภัย

ขี้เหล็กต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ทำจากใบในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือผงแห้ง

  • มีรายงานผู้ป่วยไทยเกิด ตับอักเสบเฉียบพลัน หลังรับประทานผลิตภัณฑ์ขี้เหล็กในรูปแบบแคปซูล/ยาเม็ด
  • รายงานทางพิษวิทยาระบุความสัมพันธ์ของผลิตภัณฑ์ใบขี้เหล็กกับสาร Barakol และสารอื่น ๆ ในใบ
  • ขี้เหล็กถูกจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้ความสำคัญด้าน ความเป็นพิษต่อตับ
  • การใช้เป็นอาหารแตกต่างจากการใช้เป็นผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น โดยการต้มใบอ่อนและเทน้ำทิ้งสามารถลดปริมาณสารบางชนิดลงอย่างมาก
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม หลังใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เหล็ก ควรหยุดใช้และพบแพทย์

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีโรคตับหรือมีค่าการทำงานของตับผิดปกติ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เหล็กที่รับประทาน โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้น
  • ผู้ที่เคยมีภาวะตับอักเสบจากขี้เหล็ก : ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ไม่ควรใช้ขี้เหล็กในรูปแบบยาโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยของการใช้เป็นยาในกลุ่มนี้มีจำกัด
  • เด็ก : ไม่ควรใช้เป็นยาสมุนไพรรับประทานเอง
  • ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เหล็ก
  • ไม่ควรนำ ใบขี้เหล็กแห้งบดหรือสารสกัดเข้มข้น มารับประทานเองเพื่อหวังผลช่วยนอนหลับ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่าง ขี้เหล็กกับยาสมัยใหม่โดยตรง ยังมีจำกัด แต่ควรพิจารณาประเด็นสำคัญดังนี้

  • ยาที่มีผลต่อตับ : ควรระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาหรือสมุนไพรที่มีความเสี่ยงทำให้ตับอักเสบ เพราะขี้เหล็กเองมีประเด็นด้านพิษต่อตับ
  • ยานอนหลับ ยาคลายกังวล และยากดระบบประสาทส่วนกลาง : การใช้ร่วมกับสารสกัดขี้เหล็กที่มีฤทธิ์กดประสาทอาจเพิ่มอาการง่วงซึมได้ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกัน
  • ยาที่มีผลต่อการขับถ่ายและสมดุลเกลือแร่ : หากใช้ขี้เหล็กในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจนมีฤทธิ์ระบาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ และอาจมีผลต่อการใช้ยาบางชนิด
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ ผลิตภัณฑ์ขี้เหล็กชนิดรับประทาน

การใช้ในอาหาร

แกงขี้เหล็ก เป็นอาหารไทยที่มีประวัติการบริโภคมาอย่างยาวนาน โดยใช้ ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกตูม เป็นส่วนประกอบ

  • ใบอ่อนและดอกตูมมีรสขม จึงนิยม ต้มและเทน้ำทิ้งก่อนนำไปประกอบอาหาร
  • ใช้ทำแกงขี้เหล็กทั้งแบบภาคกลาง ภาคใต้ และรูปแบบอาหารพื้นบ้านในภูมิภาคต่าง ๆ
  • สามารถนำยอดและใบอ่อนไปประกอบอาหารหรือลวกเป็นผักรับประทานได้
  • การต้มทิ้งน้ำช่วยลดความขมและลดปริมาณสาร Barakol และแอนทราควิโนนบางส่วน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ในอดีตมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก ใบขี้เหล็ก ในรูปยาเม็ดหรือแคปซูลเพื่อช่วยให้นอนหลับ เนื่องจากสาร Barakol มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง แต่ผลิตภัณฑ์ลักษณะดังกล่าวมีปัญหาด้าน พิษต่อตับ และมีรายงานผู้ป่วยตับอักเสบ ทำให้การใช้ขี้เหล็กในรูปสมุนไพรเดี่ยวต้องระมัดระวังอย่างมาก

นอกจากนี้ ขี้เหล็กยังถูกนำไปศึกษาเพื่อพัฒนาเป็น สารสกัดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มุ่งใช้ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระหรือต้านจุลชีพ แต่ควรแยกให้ชัดเจนระหว่างผลการทดลองในห้องปฏิบัติการกับประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในมนุษย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบอ่อนและยอด : เก็บในระยะที่ใบยังอ่อนและสมบูรณ์
  • ดอก : เก็บดอกตูมก่อนบานเต็มที่ตามวัตถุประสงค์การใช้
  • ส่วนที่ใช้เป็นยาแห้ง : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
  • ข้อควรระวัง : ไม่ควรเก็บวัตถุดิบขี้เหล็กร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นโดยไม่มีฉลาก เพราะอาจทำให้เกิดการสับสนในการใช้และการตรวจสอบเอกลักษณ์

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขี้เหล็กเป็นพืชที่มีการใช้ในภูมิปัญญาไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งในฐานะ อาหารและสมุนไพร ชาวบ้านนิยมใช้ใบอ่อนและดอกตูมเป็นผักและนำมาต้มทิ้งน้ำก่อนปรุงอาหาร นอกจากนี้ยังมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นในตำรับยาแผนไทยและตำรับยาพื้นบ้านสำหรับอาการหลายกลุ่ม

การใช้ขี้เหล็กในอาหารยังสะท้อนองค์ความรู้ด้านการเตรียมสมุนไพร เพราะการ ต้มแล้วเทน้ำทิ้ง ไม่เพียงช่วยลดรสขม แต่ยังช่วยลดปริมาณสารสำคัญบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับความเป็นพิษได้ด้วย

ประวัติและวัฒนธรรม

ขี้เหล็กมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะ แกงขี้เหล็ก ซึ่งพบสูตรแตกต่างกันตามภูมิภาค ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขี้เหล็กยังมีความสำคัญในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยปรากฏชื่อในตำรายาและรายการวัตถุยาหลายรายการ ทั้ง แก่น ใบ และทั้งต้น

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ขี้เหล็ก (Senna siamea) มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และอินโดจีน และมีการแพร่กระจายไปยังประเทศเขตร้อนจำนวนมาก โดยข้อมูลที่ Kew แสดงจากการประเมิน IUCN ที่อ้างถึงระบุสถานะ Least Concern (LC) ในบริบทของการประเมินที่มีอยู่

ดังนั้น โดยภาพรวม ขี้เหล็กยังไม่จัดเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ในระดับโลก แต่การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชท้องถิ่นและการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสมยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะต้นที่ใช้เป็นแหล่งพันธุ์และวัตถุดิบสมุนไพร

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Fabales
  • Family : Fabaceae
  • Genus : Senna Mill.
  • Species : Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby

ชื่อ Cassia siamea Lam. เป็นชื่อพ้องของ Senna siamea ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ขี้เหล็กมีความสำคัญ เนื่องจากในประเทศไทยมีพืชหลายชนิดที่มีชื่อพื้นบ้านว่า ขี้เหล็ก และบางชนิดอยู่ในสกุล Senna ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

  • การตรวจสอบลักษณะทางมหภาค : พิจารณาลักษณะต้น ใบประกอบ ใบย่อย ดอกสีเหลือง ฝัก และเมล็ด
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : ใช้ลักษณะทางกายวิภาคของใบและเนื้อเยื่อเพื่อช่วยยืนยันชนิด
  • การตรวจสอบสารสำคัญ : สามารถตรวจหา Barakol และสารกลุ่มแอนทราควิโนน ด้วยวิธีทางโครมาโทกราฟี เช่น HPLC และวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม
  • การตรวจสอบ DNA : มีการพัฒนาฐานข้อมูล DNA barcode ของพืชใน Thai Herbal Pharmacopoeia และพบ Senna siamea อยู่ในชุดข้อมูลสำหรับการตรวจสอบเอกลักษณ์พืชสมุนไพร
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท : ควรใช้ตัวอย่างอ้างอิงที่มีการระบุชนิดทางพฤกษศาสตร์อย่างถูกต้อง และจัดทำตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือ voucher specimen สำหรับงานวิจัยและการควบคุมคุณภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2562). สมุนไพรและยาที่อาจทำให้เกิดพิษต่อตับ. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.
  3. ปทุมานนท์, ธ. (2549). การหาปริมาณบาราคอลและแอนทราควิโนนและการประเมินความเป็นพิษต่อตับจากสารสกัดขี้เหล็ก [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล]. Mahidol University Repository.
  4. สกุลพานิช, อ., และ กฤษณพันธ์, ว. (2552). Laxative anthraquinone contents in fresh and cooked Senna siamea leaves. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health, 40(4), 835–839.
  5. ปัทมานนท์, ธ., และ กฤษณพันธ์, ว. (2549). Barakol contents in fresh and cooked Senna siamea leaves. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health.
  6. Oladeji, O. S., Adelowo, F. E., & Oluyori, A. P. (2021). The genus Senna (Fabaceae): A review on its traditional uses, botany, phytochemistry, pharmacology and toxicology. South African Journal of Botany, 138, 1–32. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2020.11.017
  7. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby. Plants of the World Online.
  8. Sakulpanich, A., & Gritsanapan, W. (2009). Laxative anthraquinone contents in fresh and cooked Senna siamea leaves. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health, 40(4), 835–839.
  9. Chen, Y., et al. (2023). Cassiae Semen: A comprehensive review of botany, traditional use, phytochemistry, pharmacology, toxicity, and quality control. Journal of Ethnopharmacology.
Scroll to top