กะเพรา
กะเพราเป็นสมุนไพรและพืชผักที่มีความสำคัญในอาหารไทยและการแพทย์แผนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ กะเพราแดง ซึ่งนิยมใช้เป็นวัตถุดิบในตำรับยาไทย เนื่องจากใบมีกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อน และมีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด กะเพรายังเป็นพืชที่ปลูกง่ายและพบได้ทั่วไปในประเทศไทย รวมถึงมีการใช้เป็นอาหาร เครื่องเทศ และสมุนไพรในหลายประเทศของเอเชีย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กะเพรา, กะเพราขาว, กะเพราแดง, กะเพราขน, กอมก้อ, กอมก้อดง, อีตู่ไทย
- ชื่อสามัญ: Holy basil, Sacred basil, Tulsi
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Ocimum tenuiflorum L.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Ocimum sanctum L.
- วงศ์: Lamiaceae หรือ Labiatae
- ลักษณะการใช้: เป็นทั้งพืชอาหาร เครื่องเทศ และสมุนไพร
- ส่วนที่นำมาใช้: ใบ ยอด ราก และส่วนต่าง ๆ ของต้นตามตำรับยา
- รสยาไทย: เผ็ดร้อน
- กลิ่น: หอมเฉพาะตัวจากน้ำมันหอมระเหย
- ชนิดที่พบในประเทศไทย: กะเพราขาวและกะเพราแดง โดยกะเพราแดงนิยมใช้เป็นสมุนไพรในตำรับยาไทยมากกว่า
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นไม้ล้มลุกหรือกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ประมาณ 1 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนและต่อมน้ำมัน มีกลิ่นหอมเมื่อขยี้
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ขนาดประมาณ 0.5–4.5 เซนติเมตร ขอบใบหยักหรือเป็นคลื่น มีขนและต่อมน้ำมัน
- กะเพราขาว: ลำต้นและใบมีสีเขียว ดอกมักมีสีขาวหรือขาวอมม่วง
- กะเพราแดง: ลำต้นและใบมีสีม่วงแดงหรือเขียวอมม่วง ดอกมีสีชมพูอมม่วงหรือม่วงอ่อน
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ลักษณะเป็นช่อคล้ายฉัตร ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกเป็นรูปปากเปิด
- ผล: เป็นผลแห้งไม่แตก มีขนาดเล็กและมีกลีบเลี้ยงติดอยู่
- เมล็ด: รูปรี เมื่อสัมผัสน้ำสามารถพองตัวและเกิดเมือกได้
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กะเพรามีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงบางส่วนของภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ปัจจุบันมีการปลูกและนำไปใช้ในพื้นที่เขตร้อนของหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พบและปลูกกะเพราอย่างแพร่หลาย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: กะเพราชอบอากาศร้อนและแสงแดด สามารถปลูกได้ดีในประเทศไทย
- ดิน: ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ
- การให้น้ำ: ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยหลีกเลี่ยงน้ำขัง
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่นิยม ใช้เมล็ดแก่ที่สมบูรณ์หว่านหรือเพาะในแปลงเพาะ แล้วจึงย้ายปลูก
- การปักชำ: สามารถใช้กิ่งที่สมบูรณ์ปักชำในวัสดุปลูกที่มีความชื้นเหมาะสม
- การเก็บยอด: ควรตัดยอดอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นให้แตกกิ่งใหม่และมีใบสำหรับเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่อง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ: เป็นส่วนที่ใช้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะใบกะเพราแดงที่โตเต็มที่
- ยอด: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและการเตรียมเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร
- ราก: มีการใช้ในตำรับยาไทยบางตำรับ
- ทั้งต้น: มีการใช้ตามองค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้านบางพื้นที่
ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย กะเพราแดง ใช้ใบแห้งเป็นเครื่องยาสมุนไพรและจัดอยู่ในกลุ่มยาขับลม/ช่วยแต่งกลิ่น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ใบกะเพรา: รสเผ็ดร้อน ใช้ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และอาการแน่นท้อง
- ใบและยอด: ตามภูมิปัญญาไทยใช้ช่วยขับลม ทำให้เรอ และช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
- การใช้ในเด็ก: ตำรับยาไทยบางตำรับใช้กะเพราเป็นยาขับลมสำหรับเด็ก
- การขับเหงื่อ: ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ใบกะเพราเพื่อช่วยขับเหงื่อ
- ระบบทางเดินอาหาร: มีการใช้เป็นยาช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย คลื่นไส้ และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารในภูมิปัญญาหลายพื้นที่
- ภายนอก: มีข้อมูลการใช้ใบหรือน้ำคั้นจากใบกับโรคผิวหนัง เช่น กลากและเกลื้อนในองค์ความรู้สมุนไพรพื้นบ้าน
สำหรับการแพทย์แผนไทย สรรพคุณที่มีหลักฐานการใช้ในตำรามีความชัดเจนที่สุดคือ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้จุกเสียด
วิธีใช้
- ชงหรือต้มดื่ม: ใช้ใบกะเพราและยอดประมาณ 1 กำมือ หรือใบสดประมาณ 25 กรัม ต้มกับน้ำแล้วกรองดื่มตามภูมิปัญญาสมุนไพรประจำบ้าน
- ใช้ใบสดประกอบอาหาร: เป็นวิธีที่พบได้ทั่วไปและช่วยเพิ่มกลิ่นรสอาหาร
- ใช้เป็นเครื่องยา: ใบแห้งสามารถนำไปบดหรือเตรียมเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทย
- ตำรับยาประสะกะเพรา: เป็นตำรับยาไทยที่มีกะเพราแดงเป็นตัวยาสำคัญ ใช้สำหรับบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียด
หมายเหตุ: วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลตามภูมิปัญญาและตำรับยา ไม่ควรนำไปใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคโดยบุคลากรทางการแพทย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
กะเพรามีบทบาทสำคัญใน ยาประสะกะเพรา ซึ่งอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพร โดยจัดอยู่ในกลุ่มยาขับลมสำหรับบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียด
สูตรตำรับที่เผยแพร่ในบัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2566 ประกอบด้วย ใบกะเพราแดงเป็นตัวยาหลัก ร่วมกับผิวมะกรูด รากชะเอมเทศ มหาหิงคุ์ พริกไทยล่อน ขิง ดีปลี กระเทียม และเกลือสินเธาว์
นอกจากนี้ กะเพรายังเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยอื่น เช่น ยาประสะมะแว้ง โดยใช้ใบกะเพราเป็นหนึ่งในตัวยาประกอบ
สารสำคัญ
กะเพรามีน้ำมันหอมระเหยและสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามพันธุ์ แหล่งปลูก สภาพแวดล้อม และระยะการเจริญเติบโต
- Eugenol
- Methyl eugenol
- Methyl chavicol
- β-Caryophyllene
- Linalool
- Rosmarinic acid
- Ursolic acid
- Oleanolic acid
- Apigenin
- Luteolin
- Caffeic acid
- Ferulic acid
- สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ฟีนอลิก และไตรเทอร์พีนอยด์
ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่าใบกะเพราแดงมีน้ำมันหอมระเหยได้ประมาณ 1.7% และมี methyl eugenol, caryophyllene และ methyl chavicol เป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะที่งานทบทวนสมัยใหม่พบสารสำคัญทั้งกลุ่มสารระเหยและสารฟีนอลิกจำนวนมาก
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยในปัจจุบันสนับสนุนศักยภาพของ O. tenuiflorum ในหลายด้าน แต่หลักฐานจำนวนมากยังเป็นการศึกษาระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง หรือการทดลองทางคลินิกขนาดเล็ก จึงไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคทุกชนิด
- ด้านสารต้านอนุมูลอิสระ: สาร rosmarinic acid และสารฟีนอลิกหลายชนิดมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง
- ด้านการอักเสบ: สารสำคัญ เช่น rosmarinic acid, eugenol, ursolic acid และ flavonoids แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองการทดลอง
- ด้านเชื้อจุลินทรีย์: น้ำมันหอมระเหยของกะเพราสามารถยับยั้งจุลินทรีย์บางชนิดได้จากการทดลอง
- ด้านระบบทางเดินอาหาร: การศึกษาพรีคลินิกพบฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของลำไส้และป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร
- ด้านระดับน้ำตาล: มีข้อมูลจากการศึกษาพรีคลินิกเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด
- ด้านความเครียดและอารมณ์: การทดลองแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม และปกปิดสองฝ่ายในผู้ใหญ่พบสัญญาณว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดกะเพราอาจช่วยด้านความเครียดและอารมณ์ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
เภสัชวิทยา
จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดและสารสำคัญจากกะเพราแสดงฤทธิ์หลายรูปแบบ ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: เกี่ยวข้องกับสาร rosmarinic acid และสารประกอบฟีนอลิก
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีการศึกษาว่าเกี่ยวข้องกับการลดกระบวนการสร้างสารสื่อการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: น้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะสารกลุ่ม eugenol สามารถรบกวนการทำงานของเซลล์จุลชีพบางชนิด
- ฤทธิ์คลายการหดเกร็งของลำไส้: สอดคล้องกับการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทาอาการท้องอืดและจุกเสียด
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล: พบในงานวิจัยพรีคลินิก
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและความเครียด: มีการศึกษาเกี่ยวกับผลต่อความเครียด อารมณ์ และการตอบสนองต่อความเครียด
ความปลอดภัย
กะเพราที่ใช้เป็นอาหารในปริมาณปกติมีประวัติการบริโภคมายาวนาน อย่างไรก็ตาม สารสกัดเข้มข้นและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ควรถือว่าปลอดภัยเทียบเท่าการรับประทานเป็นอาหาร
การศึกษาทางคลินิกของสารสกัด O. tenuiflorum หลายงานพบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงค่อนข้างน้อย และบางงานรายงานอาการเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้หรือความผิดปกติทางระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้ใน หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากข้อมูลด้านพิษต่อระบบสืบพันธุ์และพัฒนาการยังไม่เพียงพอ
ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยในปริมาณสูง และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาประจำ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกะเพรากับยาชนิดต่าง ๆ ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยกับยาทุกชนิด
- ควรระวังเมื่อใช้ สารสกัดกะเพราในขนาดสูง ร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองบางส่วนเกี่ยวกับผลต่อการแข็งตัวและเกล็ดเลือด
- หากใช้ร่วมกับ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะมีข้อมูลพรีคลินิกเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลของกะเพรา
- ผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดเป็นประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กะเพราเข้มข้น
ข้อมูลเหล่านี้แตกต่างจากการรับประทานกะเพราเป็นผักในปริมาณอาหารทั่วไป ซึ่งมีระดับการได้รับสารสำคัญต่ำกว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดอย่างมาก
การใช้ในอาหาร
กะเพราเป็นผักสมุนไพรที่มีบทบาทสำคัญในอาหารไทย โดยเฉพาะใบสดและยอดอ่อน
- ผัดกะเพรา
- แกงป่า
- แกงเผ็ด
- ต้มยำและอาหารประเภทต้ม
- แกงจืด
- ใช้เป็นผักหรือเครื่องเทศเพิ่มกลิ่นหอม
- ใช้ทำเครื่องดื่มหรือชาสมุนไพรในบางพื้นที่
นอกจากเพิ่มกลิ่นและรสชาติแล้ว การใช้กะเพราในอาหารยังสอดคล้องกับภูมิปัญญาที่นำสมุนไพรรสเผ็ดร้อนมาใช้ช่วยขับลมและลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กะเพราสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร: เช่น ยาประสะกะเพรา
- ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องปรุง: ใบสด ใบแห้ง และผลิตภัณฑ์ปรุงรส
- ชาสมุนไพร: ใช้ใบแห้งเป็นวัตถุดิบ
- ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันหอมระเหย: ใช้เป็นส่วนประกอบด้านกลิ่นหอมและอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการต้านจุลชีพ
- ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก: มีงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยของกะเพราในการยับยั้งจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับช่องปากและลำคอ
- เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย: สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยมีศักยภาพด้านกลิ่นและฤทธิ์ทางชีวภาพ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบสด: ควรเก็บในช่วงที่ใบสมบูรณ์และก่อนออกดอกมากเกินไป เพื่อให้ได้ใบที่มีกลิ่นหอมและมีคุณภาพดี
- การตัดยอด: ตัดยอดและกิ่งอย่างเหมาะสมเพื่อกระตุ้นการแตกยอดใหม่
- ใบแห้ง: ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมของสารสำคัญ
- การเก็บรักษา: ใบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง
- วัตถุดิบมาตรฐาน: หากใช้ในรูปแบบยาสมุนไพรควรควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ปริมาณความชื้น เถ้า สารสกัด และน้ำมันหอมระเหย
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กะเพราเป็นสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในองค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้านของไทยหลายภูมิภาค มีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกัน เช่น กอมก้อ กอมก้อดง และอีตู่ไทย โดยนิยมใช้เป็นทั้งอาหารและยา
ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับกะเพราในฐานะสมุนไพรรสเผ็ดร้อนสำหรับ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียด และมีการใช้กะเพราแดงในตำรับยาสำหรับเด็กบางตำรับ
ประวัติและวัฒนธรรม
กะเพรามีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารและการแพทย์ของเอเชียมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในอินเดียซึ่งกะเพรา หรือ Tulsi มีความสำคัญทั้งในด้านการแพทย์อายุรเวทและวัฒนธรรมทางศาสนา
ในประเทศไทย กะเพราได้กลายเป็นหนึ่งในสมุนไพรประจำครัวที่มีบทบาททั้งด้านอาหารและการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารประเภทผัดกะเพราและตำรับยาไทยที่ใช้กะเพราเป็นเครื่องยา
สถานะการอนุรักษ์
กะเพราเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและมีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย จึงไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นพืชที่อยู่ในภาวะเสี่ยงจากการเก็บเกี่ยวทั่วไป ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Ocimum tenuiflorum มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่กว้างในเอเชียและแปซิฟิกตะวันตก และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened)
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- ไฟลัม (Phylum): Streptophyta
- ชั้น (Class): Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
- อันดับ (Order): Lamiales
- วงศ์ (Family): Lamiaceae
- สกุล (Genus): Ocimum
- ชนิด (Species): Ocimum tenuiflorum L.
ชื่อ Ocimum sanctum L. เป็นชื่อพ้องที่พบในเอกสารทางสมุนไพรและงานวิจัยจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน Plants of the World Online ยอมรับชื่อ Ocimum tenuiflorum L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). กะเพรา: สมุนไพรโบราณที่ไม่ล้าสมัย. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566: ยาประสะกะเพรา.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). กะเพรา: แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น แก้ลม ขับลม แก้จุกเสียดแน่นในท้อง.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (2564). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: กะเพราแดง (Kaphrao Daeng). กระทรวงสาธารณสุข.
- สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2564). กะเพรา. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
- โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). กะเพรากับศาสตร์การแพทย์แผนไทย.
- Bhattarai, K., Bhattarai, R., Pandey, R. D., Paudel, B., & Bhattarai, H. D. (2024). A comprehensive review of the phytochemical constituents and bioactivities of Ocimum tenuiflorum. The Scientific World Journal, 2024, 8895039.
- Kew Science. (2026). Ocimum tenuiflorum L. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Sahu, O. (2025). A comprehensive review on Ocimum tenuiflorum. Journal of Ayurveda and Integrated Medical Sciences, 10(7).
- Jamieson, M., et al. (2022). A randomized, double-blind, placebo-controlled trial investigating the effects of an Ocimum tenuiflorum (Holy Basil) extract on stress, mood, and sleep in adults experiencing stress. Frontiers in Nutrition.
