กระพังโหม
กระพังโหม เป็นสมุนไพรพื้นบ้านชนิดเถาเลื้อยที่มีกลิ่นเฉพาะตัวเมื่อขยี้ใบหรือเถา จึงมีชื่อท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น เช่น “ตดหมา” และ “ตดหมูตดหมา” ในภาคใต้เรียก “พาโหม” นิยมใช้ทั้งเป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและเป็นผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะการนำใบไปเป็นส่วนประกอบของข้าวยำ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระพังโหม
- ชื่อท้องถิ่น: ตดหมูตดหมา, ตดหมา, ตูดหมู, ตูดหมา, พาโหม, ย่านพาโหม, เครือตดหมา, ตืดหมา, หญ้าตดหมา, ผักไหม, เครือไส้ปลาไหล และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ชื่อภาษาอังกฤษ: Skunkvine, Stinkvine
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Paederia foetida L.
- วงศ์: Rubiaceae
- ลักษณะเด่น: ไม้เถาเลื้อย มีกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวจากใบและเถาเมื่อถูกขยี้
- การใช้ประโยชน์: ใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้ในตำรับยาไทย และใช้เป็นผักพื้นบ้าน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นไม้เถาเลื้อยหรือไม้เถาเลื้อยพัน มีอายุหลายปี ลำต้นเรียว สามารถเลื้อยไปตามพื้นหรือพันกับต้นไม้อื่น เมื่อเด็ดหรือขยี้ส่วนสดจะมีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างแรง
- ใบ: เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น แผ่นใบมีรูปร่างแตกต่างกันตามสายพันธุ์หรือรูปแบบที่พบ โดยอาจเป็นรูปไข่ รูปรี หรือรูปหอก เนื้อใบค่อนข้างบาง
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายหลอด ปลายดอกแผ่ออก สีด้านนอกมักขาว ส่วนด้านในมีสีชมพู แดงอมม่วง หรือมีลายจุดสีม่วงและน้ำตาล
- ผล: เป็นผลแห้ง มีลักษณะค่อนข้างกลมหรือรี เมื่อแก่เปลี่ยนสีและมีเมล็ดภายใน
- กลิ่น: ใบและเถาสดมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกพืชชนิดนี้
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมบริเวณเอเชียตั้งแต่เนปาลตะวันออก อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- การกระจายพันธุ์: พบในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เช่น อินเดีย บังกลาเทศ จีน ญี่ปุ่น ลาว เมียนมา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ศรีลังกา และหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ในประเทศไทย: พบได้ทั่วทุกภาค โดยสามารถพบตามป่าละเมาะ ป่าโปร่ง หัวไร่ปลายนา สวนผลไม้ และบริเวณริมรั้ว
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: กระพังโหมเป็นพืชที่ขึ้นง่ายและเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีความชุ่มชื้นและได้รับแสงแดดเพียงพอ
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำเถาหรือลำต้น
- วิธีปักชำ: ตัดเถาหรือลำต้นยาวประมาณ 8–10 นิ้ว ปักลงในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี เช่น ดินผสมขี้เถ้าแกลบ แล้วรักษาความชื้นอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปจะเริ่มแตกรากและใบอ่อนภายในประมาณ 2–3 สัปดาห์
- การปลูกลงแปลง: ควรเตรียมดินให้มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และจัดทำค้างหรือให้พืชมีสิ่งยึดเกาะเพื่อให้เถาเลื้อย
- ฤดูปลูก: สามารถปลูกได้ดีในช่วงฤดูฝน ซึ่งมีความชื้นเหมาะสมต่อการตั้งตัวของต้น
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ
- เถา
- ทั้งต้น
- ราก
- ดอก
- ผล
- เปลือก
ในตำรับยาไทยที่มีข้อมูลชัดเจน ใบกระพังโหม เป็นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในตำรับยามหาจักรใหญ่
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
หมายเหตุ: สรรพคุณต่อไปนี้เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ทุกประการ
- ทั้งต้น: ตามภูมิปัญญาใช้แก้ธาตุพิการ แก้ตานซาง แก้ตัวร้อน ขับลม แก้ท้องเสีย เจริญอาหาร และใช้ในตำรับยาพื้นบ้านบางชนิด
- ใบ: ใช้แก้ท้องเสีย แก้ธาตุพิการ แก้ตัวร้อน ขับลม แก้ปวดฟัน และใช้ภายนอกในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิด
- เถา: ใช้แก้ไข้ แก้ท้องเสีย ขับลม และใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาพื้นบ้าน
- ราก: มีการใช้ตามภูมิปัญญาเกี่ยวกับอาการดีซ่านและอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
- ดอกและผล: มีรายงานการใช้พื้นบ้านเกี่ยวกับไข้ ไอ และการขับน้ำนม
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังระบุว่ากระพังโหมมีการใช้ในตำรับยาไทยหลายตำรับ โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น ตำรับแก้ตานซาง และตำรับยามหาจักรใหญ่ซึ่งใช้สำหรับอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
วิธีใช้
- ใช้เป็นผัก: ใบอ่อนหรือใบที่เหมาะสมสามารถนำมารับประทานเป็นผักหรือใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารพื้นบ้าน
- ใช้ในตำรับยา: ส่วนของใบและเถาสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยตามตำรับที่กำหนด
- ใช้ภายนอก: ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่นำใบสดมาตำหรือบดเพื่อใช้ภายนอก
- ยามหาจักรใหญ่: เป็นตำรับยาแผนไทยที่มีใบกระพังโหมเป็นตัวยาสำคัญ โดยสูตรตำรับมาตรฐานมีใบกระพังโหม 60 กรัมต่อผงยา 114 กรัม
ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานของกระพังโหมสดหรือสารสกัดเข้มข้นเอง เพราะข้อมูลด้านขนาดที่เหมาะสมและความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด
ในบัญชียาจากสมุนไพร
กระพังโหมเป็นส่วนประกอบของ “ยามหาจักรใหญ่” ซึ่งเป็นตำรับยาในบัญชียาจากสมุนไพร โดยใช้ ใบกระพังโหม เป็นตัวยาหลักร่วมกับสมุนไพรและตัวยาอื่น ๆ
ตำรับยามหาจักรใหญ่มีการใช้ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยสำหรับ แก้ลมทราง และแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ โดยรูปแบบยาที่พบ ได้แก่ ยาผงและรูปแบบยาที่พัฒนาต่อในสถานพยาบาล
สารสำคัญ
การศึกษาทางเภสัชพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Paederia foetida ได้แก่
- Iridoid glycosides: เช่น asperuloside และ paederosidic acid
- Flavonoids และ flavonoid glycosides
- Phenolic compounds
- Triterpenoids
- Sterols: เช่น β-sitosterol และ stigmasterol
- Anthraquinones
- สารประกอบระเหยง่ายและน้ำมันหอมระเหย
- Alkaloids
- สารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพของพืช
งานทบทวนด้าน phytochemistry ระบุว่า iridoid glycosides เป็นหนึ่งในกลุ่มสารพฤกเคมีสำคัญของพืชชนิดนี้ ขณะที่งานวิจัยใหม่พบสารกลุ่ม polyphenols เช่น chlorogenic acid, isoquercetin, rutin, scopoletin, quinic acid และ quercetin ในสารสกัดที่ศึกษา
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็น การศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่ควรนำผลมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
- มีการศึกษาพบว่าสารสกัดจากกระพังโหมมีศักยภาพด้าน ต้านการอักเสบและลดปวด
- มีงานทดลองเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- มีการศึกษาด้าน ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย
- มีการศึกษาด้าน การปกป้องกระเพาะอาหาร โดยผลการทดลองสนับสนุนการใช้เป็นพืชอาหารและสมุนไพรพื้นบ้านในบางชุมชน
- มีงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ ต้านเบาหวาน ต้านไขมันในเลือดสูง ปกป้องตับ ปกป้องไต และต้านพยาธิ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนการทดลองทางคลินิก
เภสัชวิทยา
จากการศึกษาทางเภสัชวิทยา สารสกัดหรือสารประกอบจาก Paederia foetida แสดงศักยภาพหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- ฤทธิ์ลดปวด
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร
- ฤทธิ์ต้านพยาธิ
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ในการศึกษาทดลองบางรูปแบบ
- ฤทธิ์ปกป้องตับและไต ในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางชนิด
อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์เหล่านี้เป็นศักยภาพทางเภสัชวิทยาจากการทดลอง ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานว่ากระพังโหมสามารถรักษาโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้โดยตรง
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ในปริมาณสูงเป็นเวลานาน
งานวิจัยด้านพิษวิทยาปี 2025 รายงานว่าสารสกัดเมทานอลของ P. foetida ไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันที่ขนาดสูงสุด 2,000 มก./กก. ในแบบจำลองหนูทดลอง และเสนอค่า NOAEL ของสารสกัดที่ศึกษาไม่เกิน 1,000 มก./กก./วัน แต่พบความผิดปกติของตับและไตเมื่อใช้ขนาดสูงถึง 1,500 มก./กก.
งานวิจัยปี 2026 ที่ศึกษาสารสกัดใบด้วยเอทานอลในหนูพบว่าไม่เกิดการตายที่ 400 มก./กก. แต่พบการตอบสนองทางระบบและความเปลี่ยนแปลงของตับเมื่อใช้ขนาดสูง โดยเฉพาะที่ขนาดตั้งแต่ 2,000 มก./กก. ขึ้นไป
ดังนั้น ไม่ควรนำค่าขนาดจากการทดลองในสัตว์มาใช้เป็นขนาดรับประทานในคน และควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้สารสกัดเข้มข้น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างกระพังโหมกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด
ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต การแข็งตัวของเลือด หรือการทำงานของตับและไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กระพังโหมในปริมาณสูง เนื่องจากข้อมูลด้านปฏิกิริยาระหว่างยาและสมุนไพรยังไม่เพียงพอ
การใช้ในอาหาร
กระพังโหมเป็นทั้งพืชสมุนไพรและผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะในภาคใต้
- ใบพาโหม นิยมใช้เป็นส่วนประกอบของ ข้าวยำ
- ใบถูกนำมาซอยหรือเตรียมร่วมกับผักและสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติของข้าวยำ
- ในบางพื้นที่ของเอเชียมีการนำใบมารับประทานเป็นผัก ทั้งแบบสดและผ่านการปรุงอาหาร
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กระพังโหมสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากพืชได้ เช่น
- วัตถุดิบสมุนไพรแห้ง
- ชาสมุนไพรหรือเครื่องดื่มสมุนไพร
- สารสกัดจากใบหรือส่วนอื่นของพืช
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่พัฒนาจากสารสกัด
- วัตถุดิบอาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้ใบพาโหม
การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพควรคำนึงถึงการยืนยันชนิดพืช คุณภาพวัตถุดิบ ปริมาณสารสำคัญ ความปลอดภัย และข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว: สามารถเก็บใบได้ตลอดปี โดยแนวทางการปลูกที่เผยแพร่ในประเทศไทยระบุว่าสามารถเริ่มเก็บใบได้เมื่อพืชมีอายุประมาณ 6–10 เดือน
- วิธีเก็บ: เลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย ใช้มือเด็ดใบหรือเก็บส่วนเถาตามวัตถุประสงค์
- การทำแห้ง: ล้างวัตถุดิบให้สะอาด แล้วทำให้แห้งอย่างเหมาะสมจนความชื้นลดลง
- การเก็บรักษา: วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และเก็บในบริเวณที่แห้งและอากาศถ่ายเท
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระพังโหมมีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะการใช้ ใบและเถา ในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร การขับลม อาการท้องเสีย และกลุ่มอาการที่เรียกตามการแพทย์แผนไทยว่า “ตานซาง” หรือ “ธาตุพิการ”
ข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกพบการกล่าวถึงกระพังโหมในตำรับยาไทยหลายตำรับ และมีการใช้ใบกระพังโหมในตำรับ ยามหาจักรใหญ่ ซึ่งเป็นตำรับสำคัญในยาไทย
ประวัติและวัฒนธรรม
กระพังโหมเป็นพืชที่สะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้านของชุมชนไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากมีทั้งบทบาทด้าน อาหารและยา
ในภาคใต้ “พาโหม” เป็นหนึ่งในผักที่ใช้ประกอบ ข้าวยำ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่นำพืชและสมุนไพรหลายชนิดมาผสมกับข้าว การใช้กระพังโหมในข้าวยำจึงสะท้อนองค์ความรู้ของชุมชนในการนำพืชท้องถิ่นมาใช้ทั้งเพื่อเป็นอาหารและเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาด้านสุขภาพ
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูลของ Kew Plants of the World Online ชนิด Paederia foetida L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และฐานข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุว่า คาดการณ์ว่าไม่ได้อยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวเป็นการประเมินในระดับชนิดพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่าประชากรในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะไม่มีความเสี่ยง
การอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นจึงควรส่งเสริมการปลูกในสวนสมุนไพร แปลงเกษตร และพื้นที่ชุมชน รวมทั้งอนุรักษ์สายพันธุ์ท้องถิ่นที่ใช้เป็นอาหารและยา
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- ไฟลัม (Phylum): Streptophyta
- ชั้น (Class): Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
- อันดับ (Order): Gentianales
- วงศ์ (Family): Rubiaceae
- สกุล (Genus): Paederia
- ชนิด (Species): Paederia foetida L.
ชื่อ Paederia foetida L. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew โดยมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานจำนวนหนึ่ง เช่น Apocynum foetidum Burm.f.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กระพังโหม. กระทรวงสาธารณสุข.
- ศตพร สมเลศ. (2561). กระพังโหม: สารพฤกเคมีและการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. คลังความรู้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
- รุ่งรัตน์ ทองสกุล. (2561). “ข้าวยำ” เมืองกราภูงา…คุณค่าแห่งภูมิปัญญาพื้นบ้าน. Chophayom Journal.
- Barai, S., Roy, S., Bhattacharyya, S., & Hore, M. (2024). A comprehensive review on the traditional uses, phytochemical compositions and pharmacological properties of an ethnomedicinal herb, Paederia foetida. Current Traditional Medicine, 11(4). https://doi.org/10.2174/0122150838266756231121075211
- Chettri, A., et al. (2025). Comprehensive phytochemical characterization, antioxidant potency, and toxicological evaluation of Paederia foetida in Wistar albino rats: Insights into therapeutic efficacy and safety profiles. Journal of Ethnopharmacology, 353, 120382. https://doi.org/10.1016/j.jep.2025.120382
- Wang, L., Jiang, Y., Han, T., Zheng, C., & Qin, L. (2014). A phytochemical, pharmacological and clinical profile of Paederia foetida and P. scandens. Natural Product Communications, 9(6). https://doi.org/10.1177/1934578X1400900640
- Saha, D., et al. (2023). A delve into the pharmacological targets and biological mechanisms of Paederia foetida Linn.: A rather invaluable traditional medicinal plant. Naunyn-Schmiedeberg’s Archives of Pharmacology. https://doi.org/10.1007/s00210-023-02496-4
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Paederia foetida L. Plants of the World Online.
