โกฐเขมา

โกฐเขมา

โกฐเขมา เป็นเครื่องยาสมุนไพรไทยที่ได้จาก เหง้าแห้งของพืช Atractylodes lancea (Thunb.) DC. หรือที่รู้จักในชื่อ โกฐหอม ซังตุ๊ก และชางจู๋ เป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ในแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีนมายาวนาน โดยเฉพาะในตำรับ พิกัดโกฐ และตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารและอาการจากธาตุไม่ปกติ ปัจจุบันโกฐเขมายังได้รับการบรรจุเป็นเครื่องยาที่มีมาตรฐานใน ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: โกฐเขมา
  • ชื่ออื่น: โกฐหอม, ซังตุ๊ก, ชางจู๋
  • ชื่อภาษาอังกฤษ: Atractylodes Rhizome, Swordlike Atractylodes Rhizome
  • ชื่อจีน: 苍术 (Cāngzhú)
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Atractylodes lancea (Thunb.) DC.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Atractylodes chinensis (Bunge) Koidz.
  • วงศ์: Asteraceae หรือ Compositae
  • ประเภทเครื่องยา: เหง้าแห้ง (Atractylodis Lanceae Rhizoma)
  • รสยา: หอมเฉพาะ รสหวาน เผ็ด และขม
  • ลักษณะเด่นของเครื่องยา: เหง้าแห้งเป็นข้อปุ่มปม รูปทรงกระบอกหรือเป็นท่อน มีน้ำมันหอมระเหยและมีช่องน้ำมันจำนวนมาก
  • การใช้ในแพทย์แผนไทย: เป็นส่วนประกอบของ พิกัดเบญจโกฐ สัตตโกฐ และเนาวโกฐ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 15–100 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง อาจมีลำต้นเดี่ยวหรือหลายลำต้น แตกกิ่งบริเวณส่วนบนเล็กน้อย
  • เหง้า: เหง้าอวบหนา ทอดเลื้อยหรือชูขึ้นเล็กน้อย มีรากแขนงจำนวนมาก เป็นส่วนที่นำมาใช้ทำเครื่องยา
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบค่อนข้างแข็งและบางคล้ายกระดาษ สีเขียว ขอบใบมีลักษณะเป็นซี่ฟันหรือมีขนแข็งคล้ายหนาม ใบช่วงโคนต้นอาจมีแฉกลึก 3–5 แฉกหรือมากกว่า
  • ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายยอด ช่อดอกมีลักษณะคล้ายกระเช้า ดอกสีขาวและอาจมีสีม่วงปนเล็กน้อย
  • ผล: เป็นผลแห้งลักษณะคล้ายผลของพืชวงศ์ทานตะวัน มีปุยช่วยในการกระจายพันธุ์
  • ลักษณะเครื่องยา: เหง้าแห้งมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ เป็นข้อหรือปุ่มคล้ายข้อปล้อง ยาวประมาณ 3–10 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1–2 เซนติเมตร ผิวสีน้ำตาลอมเทา มีรอยย่นและรอยบิดตามขวาง เนื้อในสีเหลืองขาวหรือเทาขาว มีจุดหรือช่องน้ำมันสีเหลืองส้มถึงน้ำตาลแดงจำนวนมาก และมีกลิ่นหอมเฉพาะ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: อยู่ในเขตอบอุ่นของเอเชียตะวันออก โดยมีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ตะวันออกไกลของรัสเซีย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น
  • การกระจายพันธุ์: พบในหลายพื้นที่ของจีน รวมถึงมณฑลเจียงซู หูเป่ย์ หูหนาน เจียงซี เจ้อเจียง ซานซี ซานตง และพื้นที่ทางตอนเหนืออื่น ๆ รวมทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น และเขต Primorye ของรัสเซีย
  • ในประเทศไทย: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่า Atractylodes lancea ไม่ได้เป็นพืชพื้นเมืองและไม่ได้มีการปลูกเชิงการค้าในประเทศไทย เครื่องยาโกฐเขมาที่ใช้ในประเทศไทยจึงเป็นวัตถุดิบจากแหล่งต่างประเทศเป็นหลัก

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า: เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป โดยแบ่งเหง้าที่มีตาหรือส่วนเจริญแล้วนำไปปลูก
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: สามารถขยายพันธุ์จากยอดหรือส่วนของตาดอกในสภาพปลอดเชื้อได้
  • การปลูก: งานวิจัยด้านการเพาะปลูกพบว่าสามารถปลูกโดยใช้ชิ้นส่วนเหง้าฝังลงในดินตื้นประมาณ 1–2 เซนติเมตร
  • ระยะเวลาสะสมสารสำคัญ: การขยายพันธุ์ด้วยเนื้อเยื่ออาจต้องใช้เวลาประมาณ 3–4 ปีจึงจะมีสารสำคัญในเหง้า เช่น hinesol, β-eudesmol และ atractylodin ใกล้เคียงกับต้นที่ขยายพันธุ์ด้วยการแบ่งเหง้า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า: ใช้เหง้าที่ทำให้แห้งเป็นเครื่องยา เรียกว่า โกฐเขมา หรือ โกฐหอม
  • เหง้าที่นำมาใช้ควรมีลักษณะตรงตามมาตรฐานของ Atractylodis Lanceae Rhizoma และผ่านการตรวจสอบคุณภาพก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบยา

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย: โกฐเขมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของ พิกัดโกฐทั้งห้า เบญจโกฐ พิกัดโกฐทั้งเจ็ด และพิกัดโกฐทั้งเก้า
  • พิกัดโกฐ: มีการใช้โดยรวมเพื่อแก้ไข้ ไข้ร่วมกับเสมหะ อาการหืดไอ หอบ แก้ลมในกองธาตุ ขับลม แก้สะอึก ชูกำลัง และใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงเลือดและกระดูก
  • ระบบทางเดินอาหาร: ในตำรับยาไทยใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อบรรเทาอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย และอาการอุจจาระธาตุผิดปกติ
  • แพทย์แผนจีน: เหง้าโกฐเขมา หรือ Cangzhu ใช้ตามแนวคิดของแพทย์แผนจีนเพื่อช่วยขจัดความชื้น บำรุงม้าม กระจายความเย็น และใช้กับกลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและอาการปวดเมื่อยบางชนิด

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์ทั้งหมด

วิธีใช้

  • รูปแบบยาต้ม: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุขนาด 3–9 กรัมต่อวัน ในรูปแบบยาต้ม
  • รูปแบบเครื่องยา: สามารถใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยตามสูตรและขนาดที่กำหนดของแต่ละตำรับ
  • การใช้โกฐเขมาเป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือสารสกัดเข้มข้นควรพิจารณาความแตกต่างของปริมาณสารสำคัญและรูปแบบผลิตภัณฑ์ ไม่ควรเทียบขนาดยาแห้งกับสารสกัดโดยตรง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

โกฐเขมาปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับยาใน บัญชียาจากสมุนไพร โดยเฉพาะตำรับที่ใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ได้แก่

  • ยาหอมเทพจิตร: โกฐเขมาเป็นส่วนหนึ่งของพิกัดโกฐทั้งเก้า ใช้ในตำรับสำหรับกลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตตามแนวทางแพทย์แผนไทย
  • ยาหอมนวโกฐ: มีโกฐเขมาเป็นส่วนหนึ่งของพิกัดโกฐทั้งเก้า ใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน และลมจุกแน่น
  • ยาธาตุบรรจบ: มีโกฐเขมาเป็นส่วนประกอบ ใช้สำหรับบรรเทา ท้องอืด ท้องเฟ้อ อุจจาระธาตุผิดปกติ และท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ

สารสำคัญ

  • น้ำมันหอมระเหย: เป็นองค์ประกอบสำคัญของเหง้าโกฐเขมา
  • Atractylodin: เป็นสารสำคัญที่ใช้เป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ทางเคมีของโกฐเขมา
  • β-Eudesmol: เป็นสารกลุ่ม sesquiterpene ที่พบในน้ำมันหอมระเหยและเป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่ง
  • Hinesol
  • Atractylon
  • Atractylenolides
  • β-Selinene
  • α-Phellandrene
  • Elemol
  • นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม sesquiterpenoids, polyacetylenes, triterpenoids และ sterols อีกหลายชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Atractylodes lancea จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับ หลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ และการศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์ในมนุษย์ มากกว่าการทดลองทางคลินิกเพื่อยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

  • งานทบทวนปี ค.ศ. 2014 พบหลักฐานด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ลดไข้ ผลต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท และระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ผู้วิจัยระบุว่าในขณะนั้นยังไม่มีการศึกษาทางคลินิกที่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์อย่างชัดเจน
  • งานวิจัยด้านมะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma) ได้พัฒนาแนวทางสารสกัดมาตรฐานของโกฐเขมาและศึกษาทั้งด้านฤทธิ์ต้านมะเร็ง การกำหนดมาตรฐาน และความปลอดภัย ก่อนเข้าสู่การศึกษาทางคลินิก
  • การศึกษาระยะที่ 1 ในอาสาสมัครชาวไทย 48 คน พบว่าสารสกัดมาตรฐาน Atractylodes lancea ขนาด 1,000 มิลลิกรัมทั้งแบบครั้งเดียวและรับประทานต่อเนื่อง 21 วัน ทนได้ดี ในการศึกษานี้ และไม่พบการสะสมของ atractylodin ในพลาสมาตามรูปแบบการให้ยาที่ศึกษา

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานวิจัยทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ
  • ฤทธิ์ลดไข้และบรรเทาปวด
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น การส่งเสริมการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารและการเปลี่ยนแปลงการหลั่งกรด
  • ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง
  • ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยเฉพาะที่อยู่ระหว่างการศึกษาในมะเร็งท่อน้ำดี
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพหลายชนิด

อย่างไรก็ตาม ผลจากการทดลองระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง ไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ จนกว่าจะมีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอ

ความปลอดภัย

  • ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่าโกฐเขมาควร ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ที่มีอุจจาระเหลวหรือถ่ายเหลวเป็นน้ำ
  • การศึกษาระยะที่ 1 ในอาสาสมัครสุขภาพดีชาวไทยรายงานว่าสารสกัดมาตรฐานที่ศึกษามีความทนต่อยาได้ดีในขนาดที่ทดลอง แต่ไม่สามารถนำผลดังกล่าวไปสรุปความปลอดภัยของโกฐเขมาในทุกผลิตภัณฑ์หรือทุกขนาดได้
  • คุณภาพของวัตถุดิบมีความสำคัญ เนื่องจากโกฐเขมาเป็นเครื่องยาที่มีสารระเหยง่ายและอาจมีความแตกต่างด้านองค์ประกอบทางเคมีตามแหล่งผลิต อายุพืช และวิธีเตรียม

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีอุจจาระเหลวหรือถ่ายเหลวเป็นน้ำ: ควรใช้ด้วยความระมัดระวังตามมาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia
  • ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดข้อห้ามใช้ของโกฐเขมาเดี่ยวในประชากรทุกกลุ่มอย่างชัดเจน
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะกลุ่มยังมีจำกัด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับศักยภาพในการเกิด ปฏิกิริยาระหว่างโกฐเขมากับยา จากการศึกษาสารสำคัญ

  • สาร atractylodin และ β-eudesmol สามารถมีผลต่อเอนไซม์กลุ่ม CYP450 ในการทดลอง
  • โดยเฉพาะ β-eudesmol แสดงฤทธิ์ยับยั้ง CYP2C19 และ CYP3A4 ในระดับการทดลอง แต่ค่าที่พบเป็นการศึกษาทางเภสัชวิทยา ไม่ใช่หลักฐานว่าการรับประทานโกฐเขมาในขนาดปกติจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับยาทางคลินิกแน่นอน
  • ผู้ที่ใช้ยาที่มีช่วงการรักษาแคบหรือยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดย CYP3A4, CYP2C19, CYP2D6, CYP2C9 หรือ CYP1A2 ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากใช้ผลิตภัณฑ์โกฐเขมาเป็นประจำ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ใช้เป็น เครื่องยาแห้ง ในตำรับยาแผนไทย
  • ใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาผง ยาแคปซูล และยาลูกกลอน ตามตำรับยาจากสมุนไพร
  • ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับ สารสกัดสมุนไพรและสารสกัดมาตรฐาน ในงานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • มีการศึกษาการพัฒนา สารสกัดมาตรฐานของ Atractylodes lancea เพื่อใช้เป็นผลิตภัณฑ์วิจัยทางยา โดยเฉพาะด้านมะเร็งท่อน้ำดี

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่เก็บเกี่ยว: เหง้า
  • การเตรียมเครื่องยา: นำเหง้ามาทำความสะอาดและทำให้แห้งเพื่อใช้เป็นเครื่องยา
  • การเก็บรักษา: ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทหรือปิดมิดชิด โดยควรใช้ภาชนะโลหะหรือแก้ว ป้องกันแสง และเก็บในสถานที่เย็นและแห้ง
  • ควรป้องกันความชื้นและการเสื่อมของ น้ำมันหอมระเหย เพื่อรักษาคุณภาพของเครื่องยา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โกฐเขมาเป็นหนึ่งในเครื่องยา “พิกัดโกฐ” และถูกจัดอยู่ในเบญจโกฐ สัตตโกฐ และเนาวโกฐ
  • มีการใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นมากกว่าการใช้เป็นยาเดี่ยว
  • ภูมิปัญญาการแพทย์แผนจีนใช้โกฐเขมา หรือ Cangzhu มาเป็นเวลานาน โดยเชื่อมโยงกับการจัดการความชื้นในร่างกาย การทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร และอาการปวดเมื่อยจากความชื้นและความเย็น
  • งานศึกษาภูมิปัญญาสมุนไพรในชุมชนไทยร่วมสมัยยังพบการใช้เหง้าโกฐเขมาเพื่อกลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาเจียน เบื่ออาหาร และท้องเสีย

ประวัติและวัฒนธรรม

โกฐเขมาเป็นเครื่องยาที่เชื่อมโยงกับองค์ความรู้สมุนไพรของเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะ การแพทย์แผนจีน การแพทย์แผนญี่ปุ่น และการแพทย์แผนไทย ในประเทศไทยถูกนำเข้ามาใช้เป็นเครื่องยาในตำรับโบราณ และมีบทบาทสำคัญในระบบ พิกัดโกฐ ซึ่งเป็นแนวคิดการจัดกลุ่มตัวยาตามจำนวนและสรรพคุณร่วมกัน

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online ยอมรับ Atractylodes lancea (Thunb.) DC. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ
  • การประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกในโครงการ Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่าชนิดนี้มีการประเมินว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง
  • อย่างไรก็ตาม การใช้เหง้าจากธรรมชาติอย่างต่อเนื่องควรคำนึงถึงการจัดการทรัพยากรและการปลูกทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Tracheophyta
  • ชั้น (Class): Magnoliopsida
  • อันดับ (Order): Asterales
  • วงศ์ (Family): Asteraceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily): Carduoideae
  • เผ่า (Tribe): Cardueae
  • เผ่าย่อย (Subtribe): Carlininae
  • สกุล (Genus): Atractylodes DC.
  • ชนิด (Species): Atractylodes lancea (Thunb.) DC.

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในมาตรฐานเครื่องยาไทยยังพบการอ้างถึง Atractylodes chinensis (Bunge) Koidz. เป็นชื่อพ้องในเอกสารมาตรฐานบางฉบับ จึงควรระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชและชื่อของเครื่องยาให้ชัดเจนเมื่อนำไปใช้ในฐานข้อมูลสมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะทางมหทรรศน์: ตรวจรูปร่างของเหง้า สี ผิว รอยย่น รอยบิดตามขวาง รอยราก และลักษณะเนื้อใน
  • ลักษณะทางจุลทรรศน์: พบชั้นคอร์ก เซลล์เนื้อเยื่อ พาเรงคิมา ท่อลำเลียง รัศมีเนื้อไม้ เส้นใย และ ช่องน้ำมันสีน้ำตาล กระจายอยู่ในเนื้อเยื่อ
  • ลักษณะของผงยา: พบชิ้นส่วนคอร์กที่มี sclereids เซลล์พาเรงคิมาที่มีหยดน้ำมัน ผลึกเข็ม ลักษณะ inulin และท่อลำเลียงชนิด reticulate และ bordered-pitted vessels
  • การทดสอบทางเคมี: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดการทดสอบเอกลักษณ์ด้วยปฏิกิริยาเคมีและ Thin-Layer Chromatography (TLC) โดยใช้สารสกัดจากเหง้า
  • มาตรฐานคุณภาพ: กำหนดความชื้นไม่เกิน 11% v/w สิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 7% w/w เถ้าที่ไม่ละลายในกรดไม่เกิน 1.5% w/w เถ้ารวมไม่เกิน 7% w/w สารสกัดที่ละลายในเอทานอลไม่น้อยกว่า 12% w/w สารสกัดที่ละลายน้ำไม่น้อยกว่า 35% w/w และน้ำมันระเหยไม่น้อยกว่า 1.4% v/w

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2564). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia 2021): โกฐเขมา (Atractylodis Lanceae Rhizoma). สำนักยาและวัตถุเสพติด.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: โกฐเขมา.
  4. Deng, A. P., Li, Y., Wu, Z. T., Liu, T., Kang, L. P., Nan, T. G., Zhan, Z. L., & Guo, L. P. (2016). Advances in studies on chemical compositions of Atractylodes lancea and their biological activities. Chinese Journal of Chinese Materia Medica.
  5. Koonrungsesomboon, N., Na-Bangchang, K., & Karbwang, J. (2014). Therapeutic potential and pharmacological activities of Atractylodes lancea (Thunb.) DC. Asian Pacific Journal of Tropical Medicine, 7(6), 421–428. https://doi.org/10.1016/S1995-7645(14)60069-9
  6. Wang, S., Yang, Y., Wang, Y., Wang, W., Zhang, M., & Chen, Y. (2025). Chemical composition and pharmacological activities of Atractylodes lancea: A review. Asian Journal of Traditional Medicines, 19(3), 159–171.
  7. Xie, J., Fu, P., Lei, Y., & Cheng, P. (2018). Pharmacological effects of medicinal components of Atractylodes lancea (Thunb.) DC. Chinese Medicine, 13, 59. https://doi.org/10.1186/s13020-018-0216-7
  8. Zhang, et al. (2020). Atractylodis Rhizoma: A review of its traditional uses, phytochemistry, pharmacology, toxicology and quality control. Journal of Ethnopharmacology, 266, 113415. https://doi.org/10.1016/j.jep.2020.113415
Scroll to top