กระเจี๊ยบมอญ

กระเจี๊ยบมอญ

กระเจี๊ยบมอญ

กระเจี๊ยบมอญ หรือที่รู้จักทั่วไปว่า กระเจี๊ยบเขียว เป็นทั้งพืชผักและสมุนไพรที่พบการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในประเทศไทย ผลอ่อนนิยมรับประทานเป็นผัก ขณะเดียวกันในภูมิปัญญาสมุนไพรมีการใช้ผลอ่อนเพื่อบรรเทาอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร จุดเด่นของพืชชนิดนี้คือสารเมือก (mucilage) และเพกตินในฝัก ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านระบบทางเดินอาหารและเภสัชวิทยา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระเจี๊ยบมอญ, กระเจี๊ยบเขียว
  • ชื่อท้องถิ่น : มะเขือมอญ, กระเจี๊ยบ, มะเขือทะวาย, มะเขือพม่า, มะเขือมื่น, มะเขือละโว้
  • ชื่อภาษาอังกฤษ : Okra, Lady’s finger, Ladies’ finger
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abelmoschus esculentus (L.) Moench
  • วงศ์ : Malvaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้งพืชอาหารและพืชที่มีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพร
  • ส่วนที่มีการกล่าวถึงในทางสมุนไพร : ผลอ่อน ผลแห้ง และเมล็ด
  • จุดเด่น : ฝักอ่อนมีสารเมือกและเพกตินในปริมาณมาก ทำให้เมื่อปรุงอาหารจะมีลักษณะเป็นเมือกลื่น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง โดยทั่วไปสูงประมาณ 0.5–2 เมตร มีขนตามส่วนต่าง ๆ ของลำต้น
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบมีรูปร่างค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 10–30 เซนติเมตร ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ และมีเส้นใบออกจากบริเวณโคนใบประมาณ 3–7 เส้น
  • ดอก : ออกเดี่ยวตามซอกใบ ดอกค่อนข้างใหญ่ กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง และบริเวณโคนกลีบมีสีม่วงแดง
  • เกสร : เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเชื่อมติดกันเป็นหลอดล้อมรอบเกสรเพศเมีย
  • ผล : เป็นฝักรูปยาว มีเหลี่ยมประมาณ 5 เหลี่ยม ปลายเรียวแหลม มีขน และเมื่อแก่มีเมล็ดจำนวนมาก
  • เมล็ด : รูปร่างคล้ายไต ขนาดประมาณ 3–6 มิลลิเมตร

ตามข้อมูลพฤกษศาสตร์ของ Kew กระเจี๊ยบมอญเป็นไม้ล้มลุกที่มีลำต้นค่อนข้างอวบน้ำ ใบมีขน ดอกสีเหลืองมีสีม่วงบริเวณกลางดอก และผลเป็นฝักที่เมื่อยังอ่อนใช้เป็นอาหาร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

แหล่งกำเนิดของกระเจี๊ยบมอญยังมีข้อถกเถียงทางพฤกษศาสตร์ โดยหลักฐานจาก Kew ระบุถิ่นกำเนิดตามการจัดจำแนกปัจจุบันว่าอยู่บริเวณอินเดียตะวันตกและตอนกลาง ขณะที่ข้อมูลเชิงประวัติพืชระบุว่ากระเจี๊ยบมอญมีความสัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดในแอฟริกาและมีการปลูกมายาวนานในหลายภูมิภาค

ปัจจุบันกระเจี๊ยบมอญปลูกแพร่หลายในเขตร้อน กึ่งร้อน และพื้นที่อบอุ่นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดย Kew ระบุประเทศไทยอยู่ในเขตที่มีการนำพืชชนิดนี้เข้ามาปลูกและพบการกระจายพันธุ์

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • การเตรียมปลูก : ควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี และมีอินทรียวัตถุเพียงพอ
  • แสงแดด : ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก
  • น้ำ : ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขัง
  • การเก็บฝัก : ฝักที่ใช้รับประทานควรเก็บในระยะอ่อน เนื่องจากฝักแก่จะแข็งและมีเส้นใยมากขึ้น

กระเจี๊ยบมอญเป็นพืชอายุปีเดียวและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเขตร้อนและกึ่งร้อน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ผลอ่อน : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในภูมิปัญญาการใช้เพื่อบรรเทาอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร
  • ผลแห้ง : มีข้อมูลการใช้ชงน้ำรับประทานในภูมิปัญญาไทย
  • เมล็ด : มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
  • สารเมือกจากฝัก : เป็นส่วนที่ได้รับความสนใจด้านเภสัชวิทยาและเทคโนโลยีทางเภสัชกรรม

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ผลอ่อน : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ใช้แก้อาการเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร
  • ผลแห้ง : มีการนำมาชงน้ำรับประทานเพื่อบรรเทาอาการโรคกระเพาะอาหาร
  • สารเมือกจากฝัก : ในทางภูมิปัญญามีแนวคิดว่าสารเมือกช่วยเคลือบและลดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  • การใช้พื้นบ้านในต่างประเทศ : มีรายงานการใช้กระเจี๊ยบมอญเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร รวมถึงโรคกระเพาะ การอักเสบ และอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการศึกษาวิจัย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ทุกกรณี

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหาร : ใช้ฝักอ่อนต้ม นึ่ง ลวก หรือประกอบอาหาร เช่น แกงส้ม และรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก
  • ตามภูมิปัญญา : มีข้อมูลการนำผลแห้งมาชงน้ำรับประทานเพื่อใช้เกี่ยวกับอาการโรคกระเพาะอาหาร
  • การรับประทานเป็นผัก : สามารถรับประทานฝักอ่อนในมื้ออาหารได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ในรูปสารสกัดเข้มข้นเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทางโภชนาการ

ข้อควรระวังในการใช้เป็นยา: ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานของกระเจี๊ยบมอญสำหรับรักษาโรคกระเพาะอาหารที่กำหนดอย่างชัดเจน และหลักฐานสำคัญจำนวนมากยังมาจากการทดลองในสัตว์หรือในห้องปฏิบัติการ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากเอกสาร ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2554 ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่ากระเจี๊ยบมอญถูกนำเสนอในหมวด ผักพื้นบ้าน โดยระบุการใช้ผลอ่อนเป็นอาหารและผลแห้งชงน้ำเพื่อรับประทานแก้โรคกระเพาะอาหาร ไม่ได้ปรากฏในส่วนของตำรับยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณที่เป็นรายการยาหลักแห่งชาติในเอกสารดังกล่าว

ดังนั้น ควรแยกความหมายระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญา” กับ “สมุนไพรหรือส่วนประกอบที่อยู่ในตำรับยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ” ซึ่งไม่ใช่ความหมายเดียวกัน

สารสำคัญ

  • Mucilage (สารเมือก) : เป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่ทำให้ฝักมีลักษณะลื่นและหนืด
  • Pectin (เพกติน) : เป็นใยอาหารชนิดหนึ่งที่พบในฝัก
  • Polysaccharides : มีองค์ประกอบของน้ำตาลหลายชนิด เช่น D-galactose, L-rhamnose และ galacturonic acid
  • Flavonoids และสารประกอบฟีนอลิก : พบในส่วนต่าง ๆ ของพืชและเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • Lectin : มีรายงานการแยกสาร lectin จากผลและเมล็ด
  • โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุ : พบในผลและเมล็ด
  • สารจากเมล็ด : มีรายงานสารประกอบ เช่น α-terpenyl acetate, citral, β-sitosterol และสารกลุ่มสเตอรอลไกลโคไซด์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับกระเจี๊ยบมอญมุ่งเน้นทั้งสารเมือก สารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาล และฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร

  • ฤทธิ์ป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร : การทดลองในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดจากผลกระเจี๊ยบมอญสามารถลดการเกิดแผลได้ โดยขนาด 500, 250 และ 100 มก./กก. ให้ผลยับยั้งการเกิดแผลประมาณ 81.0%, 67.5% และ 67.0% ตามลำดับ
  • ฤทธิ์ต่อเชื้อ Helicobacter pylori : สารประกอบไกลโคซิเลตจากกระเจี๊ยบมอญมีรายงานว่าสามารถลดความสามารถของเชื้อในการเกาะเยื่อบุกระเพาะอาหารในแบบจำลองการทดลอง แต่ฤทธิ์ดังกล่าวอาจลดลงเมื่อถูกความร้อน
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัด lectin จากเมล็ดและสารสกัดจากผลแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับระดับน้ำตาล : สารเมือกและใยอาหารที่ละลายน้ำได้มีความหนืดและอาจชะลอการดูดซึมกลูโคสจากทางเดินอาหาร ขณะที่งานทดลองในสัตว์พบผลลดระดับน้ำตาลในเลือดบางรูปแบบการทดลอง
  • ภาพรวมงานวิจัย : บทความทบทวนวรรณกรรมรายงานฤทธิ์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเบาหวาน และฤทธิ์ปกป้องอวัยวะ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์เพิ่มเติม

เภสัชวิทยา

  • ระบบทางเดินอาหาร : สารเมือกมีคุณสมบัติเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีความหนืด สามารถเพิ่มความหนืดของสารในทางเดินอาหารและอาจช่วยลดการสัมผัสของเยื่อบุทางเดินอาหารกับสารระคายเคือง
  • การปกป้องกระเพาะอาหาร : การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดจากกระเจี๊ยบมอญลดการเกิดแผลและลดตัวชี้วัดการอักเสบในแบบจำลองแผลกระเพาะอาหาร
  • การยับยั้งการเกาะของ H. pylori : สารประกอบบางกลุ่มจากกระเจี๊ยบมอญมีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะของเชื้อกับเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารในระดับการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารเมือกและสารพฤกษเคมีบางกลุ่มมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลองทางห้องปฏิบัติการ
  • ระบบเมแทบอลิซึมของกลูโคส : ใยอาหารที่ละลายน้ำและสารเมือกอาจชะลอการดูดซึมกลูโคส จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ได้รับความสนใจในการศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด

ความปลอดภัย

  • กระเจี๊ยบมอญในรูปแบบอาหารเป็นผักที่บริโภคกันทั่วไป
  • การทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์พบว่าสารสกัดน้ำหรือเมทานอลจากเมล็ดในขนาดสูงถึง 2,000 มก./กก. ไม่ทำให้สัตว์ทดลองเสียชีวิตภายในช่วงติดตาม 14 วัน
  • การทดลองสารสกัดแอลกอฮอล์จากผลในขนาด 5,000 มก./กก. ในหนูแรทไม่พบความเป็นพิษต่ออวัยวะอย่างชัดเจนในงานศึกษาที่รายงาน
  • อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความปลอดภัยของ สารสกัดเข้มข้นและการใช้ระยะยาวในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรนำข้อมูลจากสัตว์ทดลองมาเทียบเท่ากับการยืนยันความปลอดภัยในคน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือ การใช้กระเจี๊ยบมอญร่วมกับยารับประทานบางชนิด

  • การทดลองในหนูพบว่าส่วนที่ละลายน้ำได้จากผลกระเจี๊ยบมอญสามารถลดการดูดซึมกลูโคส และเปลี่ยนแปลงการดูดซึมของ metformin เมื่อให้ร่วมกัน
  • กลไกที่เสนอเกี่ยวข้องกับความหนืดของสารเมือกและการจับหรือกักยาบางส่วนในทางเดินอาหาร ทำให้ยาถูกดูดซึมลดลง
  • งานทดลองดังกล่าวพบว่าผลของ metformin ในสัตว์ทดลองลดลงอย่างชัดเจนเมื่อให้ร่วมกับส่วนที่ละลายน้ำของกระเจี๊ยบมอญ

ข้อควรระวัง: หลักฐานปฏิกิริยาระหว่างกระเจี๊ยบมอญกับ metformin ที่กล่าวถึงนี้เป็นหลักฐานจากสัตว์ทดลอง ไม่ควรสรุปว่าเกิดขึ้นในมนุษย์ในระดับเดียวกัน แต่ผู้ที่ใช้ยารักษาเบาหวานหรือยารับประทานที่มีความสำคัญต่อการรักษา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบมอญในปริมาณเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • ฝักอ่อน : นิยมรับประทานเป็นผัก
  • การปรุงอาหาร : ใช้ต้ม นึ่ง ลวก ผัด หรือประกอบอาหารประเภทแกง
  • อาหารไทย : นิยมรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก และใช้ประกอบแกง เช่น แกงส้มปลาหมอกับกระเจี๊ยบ
  • คุณลักษณะเฉพาะ : เมื่อหั่นหรือปรุงฝักจะมีสารเมือกทำให้อาหารมีความหนืด
  • คุณค่าทางโภชนาการ : มีใยอาหาร รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : สารเมือกจากกระเจี๊ยบมอญสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบที่ช่วยเพิ่มความหนืดและปรับคุณสมบัติของอาหาร
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอาหารเพื่อสุขภาพ : มีการศึกษาศักยภาพของสารเมือกและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
  • อุตสาหกรรมเภสัชกรรม : สารเมือกจากกระเจี๊ยบมอญได้รับการศึกษาในฐานะสารช่วยทางเภสัชกรรม เช่น สารยึดเกาะในยาเม็ดและพอลิเมอร์สำหรับควบคุมการปลดปล่อยยา

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ฝักเพื่อรับประทาน : ควรเก็บเกี่ยวในระยะฝักอ่อน โดยทั่วไปฝักที่อ่อนจะมีเนื้อนุ่มและเหมาะสำหรับการบริโภคมากกว่าฝักแก่
  • การเก็บรักษาฝักสด : ควรเก็บในภาชนะสะอาดและสภาพที่เหมาะสมกับผักสด เพื่อลดการสูญเสียคุณภาพและการเหี่ยว
  • ผลสำหรับทำวัตถุดิบแห้ง : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และการปนเปื้อน
  • เมล็ด : ควรเก็บในที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงความชื้นและแสงแดดโดยตรง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระเจี๊ยบมอญเป็นตัวอย่างของ พืชอาหารที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาสมุนไพร ในประเทศไทย โดยมีการใช้ฝักอ่อนเป็นอาหารและมีการนำผลแห้งมาชงน้ำรับประทานเกี่ยวกับอาการโรคกระเพาะอาหาร ข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดลยังระบุการใช้ผลอ่อนตามแผนโบราณเพื่อแก้โรคกระเพาะอาหารและขับพยาธิตัวจี๊ด

ความรู้ดังกล่าวสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพของฝักที่มีสารเมือกจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กระเจี๊ยบมอญได้รับความสนใจในด้านระบบทางเดินอาหาร

ประวัติและวัฒนธรรม

กระเจี๊ยบมอญเป็นพืชผักที่มีการเพาะปลูกและบริโภคในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนและกึ่งร้อน ชื่อสามัญ okra และ lady’s finger เป็นชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนชื่อไทยมีความหลากหลายตามภูมิภาค เช่น มะเขือมอญ มะเขือพม่า และมะเขือละโว้

ในประเทศไทย กระเจี๊ยบมอญมีบทบาททั้งในฐานะผักพื้นบ้านและวัตถุดิบที่ปรากฏในอาหารไทยหลายชนิด ทำให้เป็นพืชที่เชื่อมโยงทั้งด้านอาหารและภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ

สถานะการอนุรักษ์

กระเจี๊ยบมอญเป็นพืชปลูกที่แพร่หลายทั่วโลกและมีการเพาะปลูกในประเทศไทย ไม่ได้เป็นพืชสมุนไพรที่มีประเด็นการอนุรักษ์ในลักษณะเดียวกับพืชหายากหรือพืชเฉพาะถิ่น โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew จัด Abelmoschus esculentus เป็นชนิดที่ยอมรับในทางอนุกรมวิธาน และระบุการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร : Plantae
  • กลุ่มพืช : Angiosperms
  • อันดับ : Malvales
  • วงศ์ : Malvaceae
  • สกุล : Abelmoschus Medik.
  • ชนิด : Abelmoschus esculentus (L.) Moench
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Hibiscus esculentus L.
  • ชื่อสามัญ : Okra, Lady’s finger
  • ชื่อผู้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ : (L.) Moench
  • สถานะทางอนุกรมวิธาน : Accepted species ตาม Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). กระเจี๊ยบมอญ (กระเจี๊ยบเขียว)…….รักษาโรคกระเพาะอาหาร. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล. (2569). กระเจี๊ยบเขียว ผักพื้นบ้านมากประโยชน์. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. พร้อมจิต ศรลัมพ์. (2554). คู่มือการใช้สมุนไพรสำหรับประชาชน. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  4. Islam, M. T. (2019). Phytochemical information and pharmacological activities of okra (Abelmoschus esculentus): A literature-based review. Phytotherapy Research, 33(1), 72–80. https://doi.org/10.1002/ptr.6212
  5. Khatun, H., Rahman, A., Biswas, M., & Islam, A. U. (2011). Water-soluble fraction of Abelmoschus esculentus L. interacts with glucose and metformin hydrochloride and alters their absorption kinetics after coadministration in rats. ISRN Pharmaceutics, 2011, 260537. https://doi.org/10.5402/2011/260537
  6. Ortaç, D., Cemek, M., Karaca, T., Büyükokuroğlu, M. E., Özdemir, Ö. Z., Kocaman, A., & others. (2018). In vivo anti-ulcerogenic effect of okra (Abelmoschus esculentus) on ethanol-induced acute gastric mucosal lesions. Pharmaceutical Biology, 56, 165–175.
  7. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Abelmoschus esculentus (L.) Moench. Plants of the World Online.
  8. Santos, J. S., et al. (2021). Okra (Abelmoschus esculentus L.) as a potential functional food source of mucilage and bioactive compounds with technological applications and health benefits. Foods, 10, 1703.

Scroll to top