กระเทียม
กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีความสำคัญทั้งในด้านอาหารและการแพทย์แผนไทย ใช้กันมาอย่างยาวนานในหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะส่วนหัวและกลีบซึ่งมีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน ปัจจุบันกระเทียมได้รับความสนใจจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสารประกอบกำมะถัน เช่น alliin และ allicin ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระเทียม
- ชื่อภาษาอังกฤษ: Garlic
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Allium sativum L.
- วงศ์: Amaryllidaceae
- ชื่อท้องถิ่น: กระเทียมขาว, หอมขาว, หอมเทียม, เทียม, หัวเทียม
- ลักษณะการใช้: เป็นทั้งพืชอาหาร เครื่องเทศ และสมุนไพร
- ส่วนที่ใช้เป็นยา: หัวหรือกลีบสดและแห้ง
- รสตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย: เผ็ดร้อน
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้ข้อมูลชื่อท้องถิ่นของกระเทียม เช่น กระเทียมขาวและหอมขาวในภาคอีสาน เทียมและหัวเทียมในภาคใต้ และหอมเทียมในภาคเหนือ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นเฉพาะตัว สูงประมาณ 30–60 เซนติเมตร ลำต้นที่เห็นเหนือดินส่วนหนึ่งเกิดจากกาบใบซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม
- หัว: เป็นส่วนใต้ดิน ลักษณะค่อนข้างกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2–4 เซนติเมตร มีเยื่อหุ้มสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูหลายชั้น ภายในประกอบด้วยกลีบหลายกลีบ โดยทั่วไปประมาณ 6–10 กลีบ
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปแถบ แบน ปลายแหลม ยาวประมาณ 30–60 เซนติเมตร
- ดอก: ออกเป็นช่อซี่ร่มบนก้านช่อดอกที่แทงขึ้นจากกลางต้น ดอกมีสีขาว ขาวอมชมพู เขียว หรืออมม่วง และอาจมีหัวย่อยขนาดเล็กเกิดร่วมกับช่อดอก
- ผล: เป็นผลแห้งแตกขนาดเล็ก แต่กระเทียมที่ปลูกทั่วไปมักไม่ติดเมล็ดหรือเมล็ดไม่สมบูรณ์
- กลีบ: รูปรี มีเปลือกบางหุ้ม เนื้อภายในสีขาวถึงเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระเทียมมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณเอเชียกลางต่อเนื่องถึงตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน โดยมีการกระจายพันธุ์และนำไปเพาะปลูกอย่างกว้างขวางทั่วโลก ปัจจุบันพบการปลูกในพื้นที่ภูมิอากาศตั้งแต่เขตอบอุ่นจนถึงบางพื้นที่ของเขตร้อน
ในประเทศไทยมีการปลูกกระเทียมมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพื้นที่ที่เหมาะสม ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ ลำปาง อุตรดิตถ์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมใช้กลีบกระเทียมปลูกมากกว่าการใช้เมล็ด เนื่องจากกระเทียมจำนวนมากไม่ติดเมล็ดอย่างสมบูรณ์
- วัสดุปลูก: เลือกกลีบที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรค โดยกลีบนอกของหัวมักเหมาะสำหรับใช้เป็นพันธุ์เนื่องจากมีขนาดใหญ่
- ดิน: เหมาะกับดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี และไม่แฉะ
- สภาพอากาศ: อากาศค่อนข้างเย็นเหมาะต่อการลงหัว
- ช่วงปลูกในประเทศไทย: โดยทั่วไปมีการปลูกช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน หรือธันวาคม–มกราคม ขึ้นอยู่กับพื้นที่และพันธุ์
- อายุเก็บเกี่ยว: ประมาณ 75–120 วัน ขึ้นอยู่กับรุ่นปลูกและพันธุ์
- ระยะปลูกตามข้อมูลกรมการแพทย์แผนไทยฯ: ปลูกกลีบละ 1 หลุม ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้นประมาณ 15 เซนติเมตร และระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- หัวหรือกลีบสด: เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลัก มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน
- หัวหรือกลีบแห้ง: ใช้ในตำรับยาและการเตรียมสมุนไพรบางรูปแบบ
- น้ำมันกระเทียมและสารสกัด: มีการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ตามตำรายาไทย กระเทียมมีรสเผ็ดร้อน และมีการใช้ตามภูมิปัญญาในหลายลักษณะ ได้แก่
- ขับลมในลำไส้: ใช้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด
- แก้ไอและขับเสมหะ: มีการใช้กระเทียมร่วมกับขิงหรือน้ำมะนาวในตำรับพื้นบ้าน
- ขับปัสสาวะและขับโลหิตระดู: เป็นการใช้ตามตำรายาไทยดั้งเดิม
- บำรุงธาตุและช่วยย่อยอาหาร: ใช้ในตำรับยารสร้อน
- ใช้ภายนอก: ภูมิปัญญาบางพื้นที่ใช้กับปัญหาผิวหนัง เช่น กลากเกลื้อน
- ใช้ในตำรับยาแผนไทย: เป็นส่วนประกอบของตำรับยาหลายชนิด เช่น ยาประสะไพล ยาเลือดงาม และยาแก้ลมอัมพฤกษ์
ควรแยกให้ชัดเจนว่า สรรพคุณตามตำรายาไทยเป็นข้อมูลด้านภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อมีหลักฐานทางคลินิกสมัยใหม่ยืนยันประสิทธิผลในระดับเดียวกัน
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร: ใช้กระเทียมสดหรือผ่านความร้อนเป็นเครื่องปรุงอาหารได้ตามปกติ
- ตามภูมิปัญญาสำหรับอาการท้องอืดท้องเฟ้อ: มีข้อมูลการใช้กระเทียมซอยละเอียดประมาณ 5–10 กลีบ รับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร
- ตามตำรับแก้ไอ: มีการใช้กระเทียมสดร่วมกับขิงสด ตำละเอียดแล้วคั้นน้ำผสมกับน้ำอ้อยเพื่อจิบ
- การใช้ภายนอก: ไม่ควรนำกระเทียมสดเข้มข้นมาทาผิวโดยตรง เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแผลไหม้จากสารเคมีได้
สำหรับผลิตภัณฑ์สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรใช้ตามขนาดที่ระบุในฉลากหรือคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรนำขนาดของผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งไปใช้แทนอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากปริมาณสารสำคัญแตกต่างกัน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
กระเทียมมีบทบาทใน บัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติในรูปของส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทย ไม่ได้หมายความว่ากระเทียมสดทุกชนิดเป็นยาเดี่ยวที่ใช้แทนการรักษาได้
ตำรับที่มีการระบุกระเทียมเป็นส่วนประกอบ ได้แก่
- ยาประสะไพล: มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับ เช่น ระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติ และขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอด
- ยาเลือดงาม: มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบ ใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และแก้มุตกิด
- ยาแก้ลมอัมพฤกษ์: มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับเพื่อบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการตึงหรือชาของมือและเท้า
- ยาเหลืองปิดสมุทร: ใช้กระเทียมคั่วเป็นส่วนประกอบในตำรับ สำหรับบรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่ใช่การติดเชื้อ ตามข้อบ่งใช้ของตำรับ
สารสำคัญ
กระเทียมมีสารประกอบกำมะถันหลายชนิด โดยสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามาก ได้แก่
- Alliin: สารประกอบกำมะถันที่พบในกระเทียมสด
- Allicin: เกิดขึ้นเมื่อเนื้อกระเทียมถูกบดหรือทำลายเซลล์ โดยเอนไซม์ alliinase เปลี่ยน alliin เป็น allicin
- Ajoene: สารประกอบกำมะถันที่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสารในกระเทียม
- Diallyl disulfide (DADS)
- Diallyl trisulfide (DATS)
- Allyl propyl disulfide
- S-allyl cysteine (SAC): พบเด่นในกระเทียมแก่หรือผลิตภัณฑ์กระเทียมบ่มบางชนิด
- Alliinase: เอนไซม์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง allicin
นอกจากนี้ยังมีโปรตีน กรดอะมิโน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยเกี่ยวกับกระเทียมจำนวนมากทั้งในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และการศึกษาในมนุษย์ โดยประเด็นที่มีการศึกษามาก ได้แก่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ไขมันในเลือด ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด การอักเสบ และฤทธิ์ต้านจุลชีพ
- ไขมันในเลือด: หลักฐานจากการศึกษาในมนุษย์ชี้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียมอาจช่วยลดคอเลสเตอรอลรวมและ LDL ได้ในระดับเล็กน้อย โดยเฉพาะในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
- ความดันโลหิต: มีหลักฐานจำกัดว่าผลิตภัณฑ์กระเทียมบางชนิดอาจช่วยลดความดันโลหิตได้เล็กน้อยในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- น้ำตาลในเลือด: งานวิจัยบางส่วนพบว่าผลิตภัณฑ์กระเทียมอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เล็กน้อย แต่ยังไม่ควรใช้แทนยารักษาโรคเบาหวาน
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: allicin และสารกำมะถันชนิดอื่นมีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพในงานทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ: พบในงานวิจัยระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง และเป็นกลไกที่ได้รับความสนใจในการศึกษาฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
- มะเร็ง: แม้มีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับสารในกระเทียม แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าการรับประทานกระเทียมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียมสามารถป้องกันหรือรักษามะเร็งได้โดยตรง โดย NCCIH ระบุว่าการรับประทานกระเทียมไม่ได้แสดงว่าลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารอย่างชัดเจน และผลต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังไม่แน่นอน
เภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีการศึกษาของกระเทียมเกี่ยวข้องกับสารประกอบกำมะถันหลายชนิด โดยเฉพาะ allicin, ajoene, DADS, DATS และ SAC
- ต้านจุลชีพ: allicin สามารถรบกวนเอนไซม์และโปรตีนที่มีหมู่ sulfhydryl ของจุลชีพ ทำให้การทำงานของเซลล์จุลชีพผิดปกติ
- ต้านอนุมูลอิสระ: สารจากกระเทียมบางชนิดช่วยลดภาวะ oxidative stress และเกี่ยวข้องกับระบบเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ
- ต้านการอักเสบ: มีผลต่อเส้นทางสัญญาณและสารก่อการอักเสบหลายชนิดในงานทดลอง
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด: มีการศึกษาผลต่อการขยายหลอดเลือด ความดันโลหิต ไขมันในเลือด และการทำงานของเกล็ดเลือด
- ผลต่อเกล็ดเลือด: สารบางชนิดในกระเทียมมีฤทธิ์ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด จึงเป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
ความปลอดภัย
การรับประทานกระเทียมในปริมาณที่ใช้เป็นอาหารโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่การใช้ในรูปสารสกัดหรือตามขนาดสูงอาจมีผลข้างเคียงมากขึ้น
- อาจทำให้มีกลิ่นปากหรือกลิ่นตัว
- อาจทำให้ท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้อง คลื่นไส้ หรือแสบร้อนทางเดินอาหาร
- ผู้ที่แพ้กระเทียมอาจเกิดอาการแพ้
- กระเทียมสดเข้มข้นที่ใช้บนผิวหนังอาจทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงหรือแผลไหม้จากสารเคมี
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียมอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก เนื่องจากมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด
- ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์กระเทียม
- การรับประทานในขนาดสูงกว่าที่ใช้เป็นอาหารระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด: กระเทียมอาจเพิ่มผลต่อการห้ามเลือด จึงควรระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับ warfarin, aspirin และยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- ยาลดความดันโลหิต: เนื่องจากผลิตภัณฑ์กระเทียมบางชนิดอาจช่วยลดความดันโลหิต จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเสริมฤทธิ์กับยาลดความดันบางชนิด
- ยาลดน้ำตาลในเลือด: กระเทียมอาจมีผลลดระดับน้ำตาลเล็กน้อย จึงควรติดตามระดับน้ำตาลเมื่อใช้สารสกัดขนาดสูงร่วมกับยา
- ยาบางชนิดที่มีการเมแทบอลิซึมผ่านเอนไซม์ CYP หรือ P-glycoprotein: มีรายงานผลจากการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง แต่ผลในมนุษย์ยังไม่สอดคล้องกันทั้งหมด
- ยาต้านเชื้อไวรัสบางชนิด: มีข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยากับยากลุ่ม protease inhibitors จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์กระเทียมเข้มข้นโดยไม่ปรึกษาแพทย์
ข้อมูลเรื่องอันตรกิริยาของกระเทียมกับยามีความแตกต่างกันตามรูปแบบผลิตภัณฑ์ เช่น กระเทียมสด ผงกระเทียม น้ำมันกระเทียม และ aged garlic extract ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปผลของผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งไปใช้กับอีกชนิดหนึ่งโดยตรง
การใช้ในอาหาร
กระเทียมเป็นเครื่องเทศที่ใช้แพร่หลายทั่วโลก ใช้ได้ทั้งหัว กลีบ ใบอ่อน และส่วนต่าง ๆ ของต้นตามชนิดและวิธีปรุงอาหาร
- ใช้เป็นเครื่องปรุงในอาหารไทย เช่น น้ำพริก แกง ผัด ทอด และน้ำจิ้ม
- ใช้หมักเนื้อสัตว์และอาหารทะเล
- ใช้ทำกระเทียมเจียว
- ใช้ทำกระเทียมดอง
- ใช้เป็นส่วนประกอบของซอสและเครื่องปรุง
- ใช้ในอาหารเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และเมดิเตอร์เรเนียน
กระเทียมเป็นหนึ่งในพืชสกุล Allium ที่มีความสำคัญด้านอาหารอย่างมาก และถูกนำไปใช้ในอาหารของหลายวัฒนธรรมทั่วโลกมาเป็นเวลาหลายพันปี
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีการนำกระเทียมไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ ได้แก่
- กระเทียมแห้ง
- กระเทียมผง
- น้ำมันกระเทียม
- สารสกัดกระเทียม
- aged garlic extract
- แคปซูลและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- กระเทียมดำ
- ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงอาหารและซอส
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรในตำรับยาแผนไทย
ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน เช่น กระเทียมผงมี alliin เป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะที่ aged garlic extract มีสารที่ละลายน้ำ เช่น S-allylcysteine และสารประกอบกำมะถันบางชนิดที่เกิดจากกระบวนการบ่ม
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ช่วงเก็บเกี่ยว: โดยทั่วไปประมาณ 100–120 วันหลังปลูก ทั้งนี้ขึ้นกับพันธุ์และสภาพแวดล้อม
- สัญญาณความแก่: ใบเริ่มแห้งจากปลายลงมา ลำต้นเริ่มเอนหรือล้ม และหัวพัฒนาเต็มที่
- หลังเก็บเกี่ยว: ถอนหัวออกจากดินและผึ่งหรือตากในบริเวณที่เหมาะสมเพื่อให้แห้ง โดยหลีกเลี่ยงฝนและความชื้น
- การทำให้แห้ง: หลังจากตากในแปลง ควรนำไปผึ่งในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเทจนใบและเปลือกแห้งสนิท
- การเก็บรักษา: มัดเป็นจุกหรือเก็บในภาชนะที่โปร่ง อากาศถ่ายเทดี แห้ง และไม่ถูกความชื้น
- ข้อควรระวัง: ความชื้นสูงอาจทำให้เกิดเชื้อราและการเน่าเสียได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ปรากฏในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทยมาอย่างยาวนาน โดยมักใช้เป็นยารสร้อนสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับลมและระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด รวมถึงมีการใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับยาไทย
ในภูมิปัญญาพื้นบ้านยังพบการใช้กระเทียมสำหรับอาการไอและเสมหะ โดยนำไปผสมกับขิง น้ำอ้อย หรือน้ำมะนาวตามตำรับของแต่ละท้องถิ่น
ประวัติและวัฒนธรรม
กระเทียมมีประวัติการเพาะปลูกยาวนานหลายพันปี และปรากฏในหลักฐานทางวัฒนธรรมของอียิปต์ กรีก อินเดีย และจีน Kew ระบุว่ามีการค้นพบหัวกระเทียมในสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน และกระเทียมมีบทบาททั้งในอาหาร การแพทย์ และความเชื่อของหลายสังคม
ในวัฒนธรรมเปอร์เซีย กระเทียมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโต๊ะ Haft-sin ในเทศกาล Nowruz และมีความหมายเชื่อมโยงกับยาและสุขภาพ ขณะที่ความเชื่อพื้นบ้านของยุโรปบางแห่งมองว่ากระเทียมสามารถใช้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้
สถานะการอนุรักษ์
กระเทียมเป็นพืชปลูกที่แพร่หลายทั่วโลก และไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพืชที่ถูกคุกคามจากการสูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูล Kew ระบุว่าสถานะตาม IUCN Red List คือ Not Evaluated (NE) หมายถึงยังไม่ได้รับการประเมินตามเกณฑ์บัญชีแดงของ IUCN โดยเฉพาะ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- กลุ่ม (Clade): Tracheophytes
- กลุ่ม (Clade): Angiosperms
- กลุ่ม (Clade): Monocots
- อันดับ (Order): Asparagales
- วงศ์ (Family): Amaryllidaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily): Allioideae
- เผ่า (Tribe): Allieae
- สกุล (Genus): Allium L.
- ชนิด (Species): Allium sativum L.
ปัจจุบันฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากล Kew ยอมรับ Allium sativum L. เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัดอยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae ขณะที่เอกสารสมุนไพรไทยรุ่นเก่าบางฉบับยังใช้ชื่อวงศ์ Alliaceae
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กระเทียม (Allium sativum L.). กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (ม.ป.ป.). สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน: กระเทียม. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระเทียม: ฐานข้อมูลสมุนไพร. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. (2556). ราชกิจจานุเบกษา, 130(พิเศษ 21 ง).
- European Medicines Agency. (2020). Allii sativi bulbus: European Union herbal monograph.
- Gao, Y., Wang, B., Qin, G., Liang, S., Yin, J., Jiang, H., Liu, M., & Li, X. (2024). Therapeutic potentials of allicin in cardiovascular disease: Advances and future directions. Chinese Medicine, 19, 93. https://doi.org/10.1186/s13020-024-00936-8.
- National Center for Complementary and Integrative Health. (2025). Garlic: Usefulness and safety. National Institutes of Health.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Allium sativum L. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2022). Garlic—Allium sativum.
