กระทือ

กระทือ

กระทือ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) ที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทยและเอเชียเขตร้อน มีเหง้าใต้ดินมีกลิ่นหอมและรสขม ขื่น ปร่า เผ็ดเล็กน้อย นิยมใช้เป็นทั้งสมุนไพรและผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะเหง้าที่ใช้ในตำรับยาไทยสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและการขับลม นอกจากนี้ กระทือยังเป็นพืชที่ได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านสารออกฤทธิ์ โดยเฉพาะ zerumbone ซึ่งเป็นสาร sesquiterpene ที่พบในน้ำมันหอมระเหยของเหง้า

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระทือ
  • ชื่อท้องถิ่น : กระทือป่า, กะทือ, ทือ, หัวทือ, กะแวน, กะแอน, เฮียวดำ, เฮียวแดง, แฮวดำ และเฮียวข่า
  • ชื่อภาษาอังกฤษ : Bitter ginger, Wild ginger, Pinecone ginger, Shampoo ginger
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. โดยฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยและ Kew ยอมรับชื่อนี้เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในปัจจุบัน
  • วงศ์ : Zingiberaceae
  • ส่วนสำคัญทางยา : เหง้า โดยเฉพาะเหง้าแก่ที่เก็บในฤดูแล้ง
  • รสยาไทย : ขม ขื่น ปร่า และเผ็ดเล็กน้อย
  • ลักษณะเด่น : เป็นพืชล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดิน แตกเป็นกอ และสามารถพักตัวในฤดูแล้งก่อนแทงหน่อใหม่ในฤดูฝน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกันแน่น โดยข้อมูลจาก e-Flora of Thailand ระบุว่าต้นอาจสูงประมาณ 1–1.8 เมตร
  • เหง้า : เหง้าหนา แตกแขนงเป็นกอ เปลือกภายนอกสีน้ำตาลแกมเหลืองหรือเหลือง และเนื้อภายในสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองนวล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสขม ขื่น ปร่า เผ็ดเล็กน้อย
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปใบหอกถึงรูปขอบขนานแกมใบหอก สีเขียวเข้ม กาบใบหุ้มซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม
  • ดอก : ออกเป็นช่อจากบริเวณเหง้าใต้ดิน ก้านช่อดอกตั้งตรง ช่อมีลักษณะคล้ายโคนหรือรูปกระบอก ใบประดับเรียงซ้อนกันแน่น สีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อแก่ ดอกสีขาวหรือขาวนวลโผล่ออกจากซอกใบประดับ
  • ผล : เป็นผลแห้งแตก มีลักษณะค่อนข้างรีถึงรูปไข่ เมล็ดสีดำและมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นริ้วสีขาว

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : อยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย โดยมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติครอบคลุมอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ เมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม
  • ในประเทศไทย : พบได้หลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณป่าดิบชื้น ป่าที่มีความชื้น ริมลำธาร และพื้นที่ดินร่วนซุย
  • กระทือสามารถขึ้นได้ทั้งในพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่ปลูกตามสวนหรือแปลงสมุนไพร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์หลัก : ใช้เหง้า โดยแยกเหง้าที่มีตาหรือหน่อแล้วนำไปปลูก
  • การเตรียมพันธุ์ : สามารถตัดเหง้าเป็นท่อนประมาณ 3–5 เซนติเมตร โดยแต่ละท่อนควรมีตา 2–3 ตา งานทดลองด้านการเพาะปลูกใช้วิธีเพาะเหง้าในวัสดุปลูกก่อนย้ายลงแปลง
  • ดิน : เหมาะกับดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นพอเหมาะ
  • แสง : เจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีแสงเพียงพอและมีความชื้น
  • การเจริญเติบโต : ในฤดูแล้งส่วนเหนือดินอาจแห้งยุบตัว และเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนจะแทงหน่อใหม่จากเหง้าใต้ดิน
  • การขยายพันธุ์ระดับห้องปฏิบัติการ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากตาของเหง้าเพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์สำหรับการผลิตในระดับมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า : เป็นส่วนที่ใช้ทางยาและได้รับการศึกษาทางเภสัชวิทยามากที่สุด โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุวัตถุดิบยา “Zerumbet Ginger” หรือ Zingiberis Zerumbeti Rhizoma เป็นเหง้าแห้งของกระทือ
  • ราก
  • ใบ
  • ดอก
  • ลำต้น : มีการใช้ตามภูมิปัญญาไทยในบางพื้นที่

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เหง้า : ตามตำรายาไทยใช้บำรุงน้ำนม แก้ปวดมวนในท้อง แก้บิด ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้จุกเสียด และช่วยให้เจริญอาหาร
  • เหง้าหมกไฟ : ตามภูมิปัญญาไทยนำไปฝนกับน้ำปูนใสเพื่อใช้แก้บิดและอาการปวดเบ่ง
  • ราก : มีการใช้ตามตำรายาไทยสำหรับอาการไข้บางลักษณะ
  • ใบ : มีการใช้เพื่อขับลม และใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับการขับน้ำคาวปลา
  • ดอก : ตามภูมิปัญญาไทยใช้บำรุงธาตุ แก้ลม และใช้กับอาการไข้เรื้อรังบางประเภท

หมายเหตุด้านหลักฐาน : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกทั้งหมด

วิธีใช้

  • การใช้ตามตำรับยาไทย : เหง้ากระทืออาจใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาหลายชนิด โดยวิธีใช้และขนาดยาต้องเป็นไปตามตำรับที่กำหนด
  • การใช้เป็นอาหาร : หน่ออ่อน เนื้ออ่อนของลำต้น และช่อดอกอ่อนสามารถนำไปประกอบอาหาร เช่น แกง ผัด ยำ หรือรับประทานร่วมกับน้ำพริก
  • การใช้เป็นวัตถุดิบยา : เหง้าแก่สามารถเก็บในฤดูแล้ง นำมาทำความสะอาด หั่น และทำให้แห้งเพื่อใช้เป็นเครื่องยา

ข้อควรระวัง : ไม่ควรนำข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้านไปใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรังหรือกรณีที่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบันร่วมด้วย

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กระทือมีการใช้เป็น ส่วนประกอบในตำรับยาจากสมุนไพรตามบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยเอกสารของสำนักงานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดลระบุถึงตำรับสำคัญ ได้แก่

  • ยาไฟประลัยกัลป์ : มีเหง้ากระทือเป็นส่วนประกอบ ใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับเพื่อช่วยขับน้ำคาวปลาในเรือนไฟและช่วยให้มดลูกเข้าอู่
  • ยาเลือดงาม : มีเหง้ากระทือเป็นส่วนประกอบ ใช้บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และแก้มุตกิด
  • ยากษัยเส้น : มีเหง้ากระทือเป็นส่วนประกอบ ใช้บรรเทาอาการปวดหลัง ปวดเอว และปวดเมื่อยตามร่างกาย

สำหรับการใช้เป็นยา ควรยึด ข้อบ่งใช้ ขนาด วิธีใช้ ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังของตำรับยาแต่ละชนิด ไม่ควรนำปริมาณของกระทือในตำรับหนึ่งไปใช้กับตำรับอื่น

สารสำคัญ

  • น้ำมันหอมระเหย (essential oil) : เป็นองค์ประกอบสำคัญของเหง้า
  • Zerumbone : sesquiterpene ที่เป็นสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามากที่สุดของกระทือ และพบในน้ำมันหอมระเหยของเหง้าในปริมาณค่อนข้างสูง
  • Humulene
  • Caryophyllene
  • Zingiberene
  • Borneol
  • α-Pinene
  • Linalool
  • Limonene
  • Camphene
  • Sabinene
  • Citral
  • γ-Terpinene
  • Eucalyptol
  • β-Myrcene
  • สารกลุ่ม flavonoids เช่น kaempferol และอนุพันธ์ของ kaempferol

องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก ระยะการเจริญเติบโต วิธีสกัด และสภาพแวดล้อม โดยรายงานหนึ่งพบว่า zerumbone อาจคิดเป็นประมาณ 35.5–84.8% ของน้ำมันหอมระเหย ขณะที่สารสำคัญอื่น ๆ ได้แก่กลุ่ม pinene, humulene, linalool และ caryophyllene

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับกระทือมีจำนวนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการทดลองในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

  • มีรายงานฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ของสารสกัดและสารประกอบจากกระทือ
  • มีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ
  • สารสกัดเอทานอลจากเหง้ามีการศึกษาเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานในสัตว์ทดลอง
  • มีการศึกษาเกี่ยวกับการลดภาวะไขมันในเลือดสูงและภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ในสัตว์ทดลอง
  • Zerumbone มีการศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันรอยโรคก่อนมะเร็งของลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง
  • มีรายงานฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร ยับยั้งการหลั่งกรด และยับยั้ง Helicobacter pylori ในแบบจำลองการทดลอง
  • น้ำมันหอมระเหยมีรายงานฤทธิ์ระงับปวดในหนูทดลอง

การทบทวนวรรณกรรมแบบ scoping review ที่ตีพิมพ์ในปี 2024 รวบรวมงานวิจัย 54 เรื่องที่เข้าเกณฑ์ และพบว่างานส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง โดยยังไม่พบหลักฐานการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของกระทือในข้อบ่งใช้ต่าง ๆ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างว่ากระทือสามารถรักษาโรคเรื้อรังได้

เภสัชวิทยา

จากข้อมูลการศึกษาในระดับก่อนคลินิก พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดและสารสำคัญบางชนิดมีผลต่อเส้นทางการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น NF-κB, MAPK และ PI3K-Akt
  • ฤทธิ์ระงับปวด : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากเหง้ามีผลลดพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : เกี่ยวข้องกับสารกลุ่ม polyphenols และองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหย
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานการยับยั้งแบคทีเรียหลายชนิด รวมถึง Streptococcus mutans
  • ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร : zerumbone มีรายงานเกี่ยวกับการลดการหลั่งกรดและการปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ด้านเมแทบอลิซึม : มีการศึกษาฤทธิ์ลดไขมันในเลือดและผลต่อภาวะไขมันพอกตับในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์ : zerumbone และสารสกัดบางชนิดมีผลยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ในแบบจำลองก่อนคลินิก

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของกระทือในมนุษย์ยังมีจำกัด
  • การศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้ากระทือไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันหรือการเสียชีวิตในขนาดที่ศึกษา และการให้ต่อเนื่อง 28 วันในขนาดสูงถึง 3,000 มก./กก./วัน ไม่พบความผิดปกติที่สำคัญในการศึกษาหนึ่ง
  • การทบทวนวรรณกรรมล่าสุดสรุปว่าสารสกัดเอทานอลมีความทนต่อการทดลองระยะสั้นได้ดี แต่ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวและข้อมูลในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์ ไม่ควรนำกระทือมาใช้เป็นยาเอง โดยเฉพาะในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระทือในรูปแบบเข้มข้น
  • การใช้กระทือในตำรับยาไทยควรเป็นไปตามข้อกำหนดของตำรับนั้น ๆ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลเฉพาะของกระทือยังมีจำกัด แต่มีรายงานจากการทบทวนด้าน drug–herb interactions ว่า Zingiber zerumbet หรือชื่อพ้องที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลการ ยับยั้งเอนไซม์ CYP2D6 และ CYP3A4 ในระดับการทดลอง ซึ่งอาจมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงระดับยาบางชนิดได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเกิดปฏิกิริยาในมนุษย์อย่างแน่นอน

สำหรับ ยากษัยเส้น ซึ่งมีกระทือเป็นส่วนประกอบ มีข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ร่วมกับยากลุ่ม anticoagulants และ antiplatelets ตามข้อมูลของตำรับยา ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ตำรับดังกล่าว

การใช้ในอาหาร

กระทือเป็นผักพื้นบ้านที่มีการนำมาใช้ประกอบอาหารในประเทศไทย โดยเฉพาะส่วนที่อ่อน ได้แก่

  • หน่ออ่อน
  • เนื้ออ่อนของลำต้น
  • ช่อดอกอ่อน
  • เหง้า ในบางท้องถิ่น

สามารถนำไป แกง ผัด ยำ รับประทานกับน้ำพริก และในบางพื้นที่ภาคใต้มีการนำกระทือมาใช้ประกอบอาหารเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มกลิ่นหอมของอาหาร

เนื่องจากเหง้ามีรสขมและเผ็ดเล็กน้อย การนำไปประกอบอาหารจึงมักมีการเตรียมวัตถุดิบเพื่อลดความขมก่อนนำมาปรุง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ใช้เป็น วัตถุดิบสมุนไพรแห้ง สำหรับตำรับยาไทย
  • ใช้เป็นแหล่งของ น้ำมันหอมระเหย และสาร zerumbone สำหรับงานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
  • สารเมือกจากช่อดอกมีการใช้ตามภูมิปัญญาของบางพื้นที่ โดยเฉพาะในฮาวาย จนเป็นที่มาของชื่อ “Shampoo ginger” เนื่องจากน้ำเมือกจากช่อดอกถูกนำมาใช้กับเส้นผม
  • มีการศึกษาศักยภาพของสารสกัดและ zerumbone ในผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่การนำไปใช้เชิงรักษาควรอาศัยหลักฐานทางคลินิกและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เก็บเหง้าทำยา : นิยมเก็บในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนธันวาคม–เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ส่วนเหนือดินยุบตัวและสารอาหารถูกสะสมอยู่ในเหง้า
  • เลือกเหง้าที่แก่ สมบูรณ์ ไม่เน่า ไม่ขึ้นรา และไม่มีแมลงทำลาย
  • ล้างดินออก หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม แล้วทำให้แห้งอย่างสะอาด
  • การเก็บรักษา : เก็บเหง้าแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • ควรแยกจากสมุนไพรที่มีกลิ่นแรงหรือวัตถุดิบอื่นที่อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของกลิ่นและความชื้น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระทือเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้พืชอาหารเป็นยา โดยเฉพาะในภาคใต้ มีการใช้หน่อและส่วนอ่อนประกอบอาหาร ขณะที่เหง้าเป็นทั้งเครื่องเทศและเครื่องยา

ภูมิปัญญาการนำกระทือมาใช้ในอาหารมีความน่าสนใจ เนื่องจากกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยช่วยลดกลิ่นคาวและเพิ่มกลิ่นรสของอาหาร ขณะเดียวกันการใช้เป็นอาหารยังสอดคล้องกับการใช้เหง้าเป็นยาขับลมและบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อตามตำรับพื้นบ้าน

ประวัติและวัฒนธรรม

กระทือเป็นพืชในกลุ่มขิงที่มีการใช้มายาวนานในเอเชีย ทั้งในฐานะพืชอาหาร เครื่องเทศ สมุนไพร และไม้ประดับ ในหลายประเทศมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกัน ขณะที่ในฮาวายมีการใช้เมือกจากช่อดอกกับเส้นผม จึงเกิดชื่อสามัญว่า Shampoo ginger

ในประเทศไทย กระทือปรากฏทั้งในตำรายาไทยและวัฒนธรรมการใช้ผักพื้นบ้าน โดยมีการใช้เป็นเครื่องยาในตำรับต่าง ๆ และใช้ส่วนอ่อนเป็นอาหารในหลายภูมิภาค

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุว่ากระทือมีถิ่นกำเนิดกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุแนวโน้มว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม (not threatened) ขณะที่ข้อมูล IUCN ที่ Kew แสดงไว้ยังจัดเป็น Data Deficient (DD) ดังนั้นสถานะควรพิจารณาตามระบบประเมินที่อ้างอิงและข้อมูลประชากรในแต่ละพื้นที่

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Zingiberales
  • Family : Zingiberaceae
  • Genus : Zingiber
  • Species : Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm.

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Amomum zerumbet L., Zerumbet zingiber T.Lestib. และ Zingiber aromaticum Valeton โดยปัจจุบันชื่อที่ยอมรับคือ Zingiber zerumbet

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). กระทือ (KRATHUE): ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย. สำนักยาและวัตถุเสพติด.
  2. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะเภสัชศาสตร์, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร. (2565). กระทือ…ผักพื้นบ้าน อาหารเป็นยา.
  3. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์. (ม.ป.ป.). กระทือ.
  4. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระทือ.
  5. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2566). Zingiber zerumbet (L.) Sm. ใน e-Flora of Thailand.
  6. Chan, J. S. W., Lim, X. Y., Japri, N., Ahmad, I. F., & Tan, T. Y. C. (2024). Zingiber zerumbet: A scoping review of its medicinal properties. Planta Medica, 90(3), 204–218. https://doi.org/10.1055/a-2219-9801
  7. Koga, A. Y., Beltrame, F. L., & Pereira, A. V. (2016). Several aspects of Zingiber zerumbet: A review. Revista Brasileira de Farmacognosia, 26(3), 385–391. https://doi.org/10.1016/j.bjp.2016.01.006
  8. Yob, N. J., Jofrry, S. M., Affandi, M. M. R. M. M., Teh, L. K., Salleh, M. Z., & Zakaria, Z. A. (2011). Zingiber zerumbet (L.) Smith: A review of its ethnomedicinal, chemical, and pharmacological uses. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2011, 543216. https://doi.org/10.1093/ecam/neq065
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. Plants of the World Online.
  10. Ghasemzadeh, A., Jaafar, H. Z. E., Ashkani, S., Rahmat, A., Juraimi, A. S., Puteh, A., & Mohamed, M. T. M. (2016). Variation in secondary metabolite production as well as antioxidant and antibacterial activities of Zingiber zerumbet (L.) at different stages of growth. BMC Complementary and Alternative Medicine, 16, 104. https://doi.org/10.1186/s12906-016-1072-6

 

Scroll to top